คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966/2548 ฉบับเต็ม

#266424
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966/2548 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ พลตำรวจนพดล ยะธาตุ จำเลย ป.อ. มาตรา 289 (4) ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยต่างเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจแห่งเดียวกัน ก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายพบจำเลย ผู้ตายชอบพูดแหย่จำเลยว่าจะจีบคนรักของจำเลยซึ่งเป็นพยาบาล จนทำให้จำเลยมีอาการหึงหวงและโกรธผู้ตาย วันเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายยืนรอโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดฝั่งตรงข้ามกับตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวแล้วเดินกลับไปกลับมาบริเวณหน้าสถานีตำรวจ 3 ถึง 4 เที่ยว อันเป็นการคิดตัดสินใจไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทางด้านหลังถึง 5 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นการยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หาใช่เป็นการตัดสินใจทันทีทันใดไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ___________________________ คดีสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3736/2545 ของศาลชั้นต้นแต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ คดีนี้โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 32, 33 ริบหัวกระสุนปืนขนาด .38 ของกลาง สำนวนที่สองโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 158, 352, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในสำนวนแรก และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวนเงิน 12,941 บาท แก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 158, 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานยักยอกและเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในสำนวนที่ 2 (ที่ถูกสำนวนแรก) ได้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 12,941 บาท แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 158 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยในฐานนี้มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้ จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 38 ปี 10 เดือน คำขออื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง มีหน้าที่ที่จะปกครองหรือรักษาไว้ซึ่งอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 หมายเลขทะเบียนตราโล่ 3721899 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด ซองพกหนัง จำนวน 1 ซอง และแส้ทำความสะอาดอาวุธปืนจำนวน 1 ชุด ของกรมตำรวจในขณะนั้น แต่จำเลยกลับเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งทรัพย์ดังกล่าว และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงสิบตำรวจชิษณุพงษ์ ผู้ตาย จนถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยต่างเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง ก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายพบจำเลย ผู้ตายชอบพูดแหย่จำเลยว่าจะจีบคนรักของจำเลยซึ่งเป็นพยาบาล จนทำให้จำเลยมีอาการหึงหวงและโกรธผู้ตาย วันเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายยืนรอโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดฝั่งตรงข้ามกับตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวแล้วเดินกลับไปกลับมาบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง 3 ถึง 4 เที่ยว อันเป็นการคิดตัดสินใจไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทางด้านหลังถึง 5 นัด จนผู้ตายถึงแก่ตาย เป็นการยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หาใช่เป็นการตัดสินใจทันทีทันใดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกตลอดชีวิตเมื่อรวมโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ในความผิดฐานอื่นตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ด้วยแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1. (เรวัตร อิศราภรณ์-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล) ศาลจังหวัดลพบุรี - นายวิชล วิมุตติสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายบัณฑิต รชตะนันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266424
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลพบุรี",
        "judge": "นายวิชล วิมุตติสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายบัณฑิต รชตะนันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027940"
    }
}
date
2548
deka_no
6966/2548
deka_running_no
6966
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 289 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พลตำรวจนพดล ยะธาตุ"
    }
]
long_text
คดีสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3736/2545 ของศาลชั้นต้นแต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 32, 33 ริบหัวกระสุนปืนขนาด .38 ของกลาง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 158, 352, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในสำนวนแรก และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวนเงิน 12,941 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 158, 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานยักยอกและเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในสำนวนที่ 2 (ที่ถูกสำนวนแรก) ได้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 12,941 บาท แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 158 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยในฐานนี้มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้ จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 38 ปี 10 เดือน คำขออื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง มีหน้าที่ที่จะปกครองหรือรักษาไว้ซึ่งอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 หมายเลขทะเบียนตราโล่ 3721899 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด ซองพกหนัง จำนวน 1 ซอง และแส้ทำความสะอาดอาวุธปืนจำนวน 1 ชุด ของกรมตำรวจในขณะนั้น แต่จำเลยกลับเอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งทรัพย์ดังกล่าว และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงสิบตำรวจชิษณุพงษ์ ผู้ตาย จนถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยต่างเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง ก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายพบจำเลย ผู้ตายชอบพูดแหย่จำเลยว่าจะจีบคนรักของจำเลยซึ่งเป็นพยาบาล จนทำให้จำเลยมีอาการหึงหวงและโกรธผู้ตาย วันเกิดเหตุจำเลยเห็นผู้ตายยืนรอโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดฝั่งตรงข้ามกับตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวแล้วเดินกลับไปกลับมาบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าวุ้ง 3 ถึง 4 เที่ยว อันเป็นการคิดตัดสินใจไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทางด้านหลังถึง 5 นัด จนผู้ตายถึงแก่ตาย เป็นการยิงโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หาใช่เป็นการตัดสินใจทันทีทันใดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกตลอดชีวิตเมื่อรวมโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ในความผิดฐานอื่นตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ด้วยแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000785.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548