คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548 ฉบับเต็ม

#266462
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548 นายบุญรัตน์ เอื้อเจริญศรี โจทก์ บริษัทศรีเจริญพร็อพเพอร์ตี้คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 380, มาตรา 383 ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ขอให้ใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างห้องชุดแล้วเสร็จตามกำหนดในสัญญา โจทก์ผิดสัญญาไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์เอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายฟ้องขอเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนพร้อมเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อขายต้องคืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์ หาได้บรรยายฟ้องเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนในฐานะที่เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็หาได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วเป็นเบี้ยปรับ จึงเกินคำฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 224,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 209,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 โจทก์ตกลงซื้อห้องชุดโครงการศรีเจริญคอนโดทาวน์ ห้องเลขที่ เอ 701 จำนวน 1 ห้อง ราคา 464,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ต่อมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ใบรับรองการก่อสร้างอาคารและเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2540 แต่โจทก์ไม่ได้มาจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากคำฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องหรือไม่ เรื่องเบี้ยปรับจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องขอเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนพร้อมเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายต้องคืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์ หาได้บรรยายฟ้องเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนในฐานะที่เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็หาได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว เป็นเบี้ยปรับจึงเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (มานะ ศุภวิริยกุล-สมชาย จุลนิติ์-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลแพ่งธนบุรี - นายไพโรจน์ โปเล็ม ศาลอุทธรณ์ - นายพีรพล พิชยวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266462
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายไพโรจน์ โปเล็ม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพีรพล พิชยวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027286"
    }
}
date
2548
deka_no
8282/2548
deka_running_no
8282
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 379",
            "ม. 380",
            "ม. 383"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบุญรัตน์ เอื้อเจริญศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทศรีเจริญพร็อพเพอร์ตี้คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 224,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 209,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 โจทก์ตกลงซื้อห้องชุดโครงการศรีเจริญคอนโดทาวน์ ห้องเลขที่ เอ 701 จำนวน 1 ห้อง ราคา 464,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ต่อมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ใบรับรองการก่อสร้างอาคารและเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2540 แต่โจทก์ไม่ได้มาจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากคำฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องหรือไม่ เรื่องเบี้ยปรับจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องขอเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนพร้อมเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายต้องคืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์ หาได้บรรยายฟ้องเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนในฐานะที่เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็หาได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว เป็นเบี้ยปรับจึงเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000779.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548