คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7046/2548 ฉบับเต็ม

#266486
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7046/2548 นางสาวสอดแสง วัฒนานันท์ โจทก์ การประปานครหลวง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล หาได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการประปานครหลวงโดยตำแหน่งต้องรับผิดชอบในการจัดการและดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 31 วรรคสอง เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ต้องถูกบังคับตามกฎหมายและคำพิพากษาให้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 จึงถูกฟ้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 วางท่อน้ำประปาและติดตั้งอุปกรณ์เกี่ยวกับการวางท่อเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ และไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนในการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ท่อน้ำประปาผ่านได้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนออกไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนท่อน้ำประปาและอุปกรณ์ที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไป และทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนท่อน้ำประปาและอุปกรณ์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมในปัจจุบัน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำการในนามของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้กระทำตามอำนาจของกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 อีก นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล หาได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการการประปานครหลวง โดยตำแหน่งต้องรับผิดชอบในการจัดการและดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 31 วรรคสอง เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ต้องถูกบังคับตามกฎหมายและคำพิพากษาให้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 จึงถูกฟ้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-วิชัย วิวิตเสวี-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลแพ่ง - นายชวลิต ยงพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - นายธนฤกษ์ นิติเศรณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266486
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายชวลิต ยงพาณิชย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธนฤกษ์ นิติเศรณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027931"
    }
}
date
2548
deka_no
7046/2548
deka_running_no
7046
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสอดแสง วัฒนานันท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "การประปานครหลวง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 วางท่อน้ำประปาและติดตั้งอุปกรณ์เกี่ยวกับการวางท่อเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ และไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนในการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ท่อน้ำประปาผ่านได้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนออกไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนท่อน้ำประปาและอุปกรณ์ที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไป และทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนท่อน้ำประปาและอุปกรณ์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมในปัจจุบัน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำการในนามของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้กระทำตามอำนาจของกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 อีก นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล หาได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการการประปานครหลวง โดยตำแหน่งต้องรับผิดชอบในการจัดการและดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 31 วรรคสอง เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ต้องถูกบังคับตามกฎหมายและคำพิพากษาให้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 จึงถูกฟ้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000785.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548