คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2548 ฉบับเต็ม

#266499
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2548 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายชาตรีหรือหมู ตั่งดี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 310 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต่างประสงค์จะมาทำงานเป็นลูกเรือประมงตั้งแต่พบคนชักชวนแล้ว จึงมาพบจำเลยทั้งห้ากับพวก และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอีกเลยว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน เปลี่ยนใจไม่ประสงค์จะทำงานเป็นลูกเรือประมง จึงถูกจำเลยทั้งห้ากับพวกข่มขืนใจให้ต้องจำยอมดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน มีความประสงค์จะได้งานทำเป็นลูกเรือประมงจึงสมัครใจมาอยู่กับจำเลย ห้องแถวที่เกิดเหตุลักษณะเป็นที่อยู่อาศัย มิใช่ที่จองจำหรือกักขังคนแต่อย่างใด การที่จำเลยพาผู้เสียหายมาให้อยู่รวมกันโดยจัดหาอาหารให้รับประทาน แม้การออกไปภายนอกจะต้องอนุญาตก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการห้ามเด็ดขาดแต่อย่างใด พฤติการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการให้อยู่พร้อมกันเพื่อที่จะลงเรือประมงตามที่ตกลงกันไว้ จึงยังฟังไม่ได้ว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกบังอาจร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญให้จำยอมไปเป็นลูกเรือประมงตามที่จำเลยทั้งห้ากับพวกจะจัดสรรและมอบหมายให้ โดยจำเลยทั้งห้าขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยินยอมจะถูกทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่ขู่เข็ญ ตามคำฟ้องหาได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการเช่นใดอันเป็นการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ พอที่จะเข้าใจข้อหาในความผิดตามมาตรา 310 ได้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหาที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ฎีกามาด้วย และปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 309, 310, 83 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานจำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 (ที่ถูกมาตรา 310 วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 5 โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันข่มขืนใจและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ โดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้จำยอมเป็นลูกเรือประมง หากไม่ยินยอมจะทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่จำเลยทั้งห้าขู่เข็ญ แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน มีความประสงค์จะได้งานทำเป็นลูกเรือประมงจึงสมัครใจมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวก นอกจากนี้ลักษณะห้องแถวที่เกิดเหตุ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า เป็นห้องแถวชั้นเดียวประมาณ 5 ถึง 6 ห้อง ลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยโดยทั่วไป มิใช่ที่จองจำหรือกักขังคนแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพาผู้เสียหายทั้ง 27 คน มาให้อยู่รวมกันโดยจัดหาอาหารให้รับประทาน แม้การออกไปภายนอกจะต้องขออนุญาตก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการห้ามเด็ดขาดแต่อย่างใด พฤติการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการให้อยู่พร้อมกันเพื่อที่จะลงเรือประมงตามที่ตกลงกันไว้ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตาม ป.อ. มาตรา 310 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกบังอาจร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญให้จำยอมไปเป็นลูกเรือประมงตามที่จำเลยทั้งห้ากับพวกจะจัดสรรและมอบหมายให้ โดยจำเลยทั้งห้าขู่เข็ญว่า หากผู้เสียหายไม่ยินยอมจะถูกทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่ขู่เข็ญ ตามฟ้องโจทก์หาได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการเช่นใดอันเป็นการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ พอที่จะเข้าใจข้อหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 ได้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้อีกต่อไป กับเนื่องจากปัญหาที่วินิจฉัยมาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9. (บรรหาร มูลทวี-สุพัฒน์ บุญยุบล-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์) ศาลจังหวัดสงขลา - นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266499
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028346"
    }
}
date
2548
deka_no
6450/2548
deka_running_no
6450
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "บรรหาร มูลทวี",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 310"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชาตรีหรือหมู ตั่งดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 309, 310, 83

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างสืบพยานจำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 (ที่ถูกมาตรา 310 วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 5

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันข่มขืนใจและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ โดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้จำยอมเป็นลูกเรือประมง หากไม่ยินยอมจะทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่จำเลยทั้งห้าขู่เข็ญ แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน มีความประสงค์จะได้งานทำเป็นลูกเรือประมงจึงสมัครใจมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวก นอกจากนี้ลักษณะห้องแถวที่เกิดเหตุ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า เป็นห้องแถวชั้นเดียวประมาณ 5 ถึง 6 ห้อง ลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยโดยทั่วไป มิใช่ที่จองจำหรือกักขังคนแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพาผู้เสียหายทั้ง 27 คน มาให้อยู่รวมกันโดยจัดหาอาหารให้รับประทาน แม้การออกไปภายนอกจะต้องขออนุญาตก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการห้ามเด็ดขาดแต่อย่างใด พฤติการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการให้อยู่พร้อมกันเพื่อที่จะลงเรือประมงตามที่ตกลงกันไว้ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตาม ป.อ. มาตรา 310 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกบังอาจร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญให้จำยอมไปเป็นลูกเรือประมงตามที่จำเลยทั้งห้ากับพวกจะจัดสรรและมอบหมายให้ โดยจำเลยทั้งห้าขู่เข็ญว่า หากผู้เสียหายไม่ยินยอมจะถูกทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่ขู่เข็ญ ตามฟ้องโจทก์หาได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการเช่นใดอันเป็นการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ พอที่จะเข้าใจข้อหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 ได้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้อีกต่อไป กับเนื่องจากปัญหาที่วินิจฉัยมาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000789.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548