คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2549 ฉบับเต็ม

#266507
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2549 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางสาวดวงตาหรือนางดวงตา ภู่สุนทรศิลป์หรือภูมิสิริกุล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ตามคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 ของจำเลยทั้งสามอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่เดินทางกลับจากอำเภอหาดใหญ่เพราะต้องดูแลหลานอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ เพื่อให้น้องสะใภ้ของจำเลยที่ 2 ไปทำงาน จำเลยทั้งสามกับทนายจำเลยทั้งสามไม่สามารถที่จะร่วมปรึกษากันถึงรูปคดีและมีความเห็นให้ทนายจำเลยทั้งสามดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ทนายจำเลยทั้งสามจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เช่นนี้ไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,063,787.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 2,018,657.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,569,752.61 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสามชำระส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นวันที่ 26 มกราคม 2544 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่สี่มีกำหนด 21 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ว่าศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาเป็นเวลาสมควรแล้ว และตามคำร้องไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษอันควรจะได้รับการขยายอีก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,608,630.72 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปแล้วมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับในวันนั้น ๆ เสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โดยอ้างว่าเพิ่งได้รับคำพิพากษาและคำเบิกความของพยาน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ครั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่สอง อ้างว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปเยี่ยมญาติที่ถูกน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังไม่กลับมาจึงไม่สามารถปรึกษาหารือถึงรูปคดีได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 12 มกราคม 2544 ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2544 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่สาม อ้างว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่กลับมาจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่อาจปรึกษาหารือถึงรูปคดีและให้ความเห็นเรื่องการอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 26 มกราคม 2544 ครั้นถึงวันดังกล่าวจำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาอีกเป็นครั้งที่สี่ โดยอ้างเหตุเหมือนเดิมว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่กลับจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงไม่สามารถปรึกษาหารือถึงรูปคดีได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามเป็นครั้งที่สี่หรือไม่ ปรากฏตามคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สี่ของจำเลยทั้งสามอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้เดินทางกลับจากอำเภอหาดใหญ่เพราะต้องดูแลหลานอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ เพื่อให้น้องสะใภ้ของจำเลยที่ 2 ไปทำงาน จำเลยทั้งสามกับทนายจำเลยทั้งสามไม่สามารถที่จะร่วมปรึกษากันถึงรูปคดีและมีความเห็นให้ทนายจำเลยทั้งสามดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ทนายจำเลยทั้งสามจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์. (เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์-สุรพล เจียมจูไร-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลแพ่งธนบุรี - นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง ศาลอุทธรณ์ - นายวิเชียร มงคล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266507
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิเชียร มงคล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026654"
    }
}
date
2549
deka_no
394/2549
deka_running_no
394
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "เพชรบุรี",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวดวงตาหรือนางดวงตา ภู่สุนทรศิลป์หรือภูมิสิริกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,063,787.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 2,018,657.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,569,752.61 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสามชำระส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นวันที่ 26 มกราคม 2544 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่สี่มีกำหนด 21 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ว่าศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาเป็นเวลาสมควรแล้ว และตามคำร้องไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษอันควรจะได้รับการขยายอีก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,608,630.72 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปแล้วมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับในวันนั้น ๆ เสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โดยอ้างว่าเพิ่งได้รับคำพิพากษาและคำเบิกความของพยาน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ครั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่สอง อ้างว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปเยี่ยมญาติที่ถูกน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังไม่กลับมาจึงไม่สามารถปรึกษาหารือถึงรูปคดีได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 12 มกราคม 2544 ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2544 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่สาม อ้างว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่กลับมาจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่อาจปรึกษาหารือถึงรูปคดีและให้ความเห็นเรื่องการอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 26 มกราคม 2544 ครั้นถึงวันดังกล่าวจำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาอีกเป็นครั้งที่สี่ โดยอ้างเหตุเหมือนเดิมว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่กลับจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงไม่สามารถปรึกษาหารือถึงรูปคดีได้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามเป็นครั้งที่สี่หรือไม่ ปรากฏตามคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สี่ของจำเลยทั้งสามอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้เดินทางกลับจากอำเภอหาดใหญ่เพราะต้องดูแลหลานอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ เพื่อให้น้องสะใภ้ของจำเลยที่ 2 ไปทำงาน จำเลยทั้งสามกับทนายจำเลยทั้งสามไม่สามารถที่จะร่วมปรึกษากันถึงรูปคดีและมีความเห็นให้ทนายจำเลยทั้งสามดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ทนายจำเลยทั้งสามจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000773.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549