คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7750/2548 ฉบับเต็ม

#266512
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7750/2548 พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง โจทก์ นายนิทัศน์หรือโหน แย้มวารี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, มาตรา 340 วรรคสี่ ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นเหตุฉกรรจ์ได้ ความในวรรคสี่ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า "ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดย ฯลฯ ใช้ปืนยิง ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ แสดงให้เห็นต่อเนื่องกันไปว่าถ้าผู้กระทำคนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์นั้น ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในการกระทำนั้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตราเดียวกัน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 2 จึงต้องมีความผิดตามบทบัญญัติในวรรคสี่ของมาตรา 340 ด้วย. ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยแต่ละคนต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2024/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าต่างก็เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 ปี 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย เนื่องจากศาลยังมิได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกคนละ 24 ปี ลดโทษให้ตามมาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 12 ปี เมื่อรวมกับโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ อีก 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 12 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ด้วยหรือไม่ ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ปล้นทรัพย์ทุกคน ถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นเหตุฉกรรจ์ได้ ความในวรรคสี่ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า "ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดย ฯลฯ ใช้ปืนยิง ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นต่อเนื่องกันไปว่าถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์นั้น ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในการกระทำนั้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตราเดียวกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ ข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าขณะจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงนั้น จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาห่างจากนายพิทยาเกือบ 30 เมตร และอยู่ห่างจากถนน 2 เมตรเท่านั้น ทำนองว่าการปล้นทรัพย์ขาดตอนไปแล้ว เห็นว่า การปล้นทรัพย์จะขาดตอนแล้วหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ ซึ่งมิได้จำกัดด้วยระยะทางดังที่จำเลยที่ 2 เข้าใจ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาเกือบถึงถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุซึ่งทางฝ่ายนายพิทยากับพวกยังอาจติดตามขัดขวางการปล้นทรัพย์นั้นได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพาเอาทรัพย์ไป การปล้นทรัพย์ของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงยังไม่ขาดตอนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ จึงชอบแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุตนมีอายุเพียง 19 ปี ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงสมควรได้รับการลดหย่อนโทษนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 จะมีอายุเพียง 19 ปี แต่พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้ผิดชอบแล้วยังขืนกระทำความผิดโดยอุกอาจ มิใช่ทำด้วยความคะนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ธนพจน์ อารยลักษณ์-โนรี จันทร์ทร-ศุภชัย สมเจริญ) ศาลจังหวัดอ่างทอง - นายวิเชียร เจียรสุธรรมพร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266512
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอ่างทอง",
        "judge": "นายวิเชียร เจียรสุธรรมพร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027515"
    }
}
date
2548
deka_no
7750/2548
deka_running_no
7750
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ศุภชัย สมเจริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 340 วรรคสอง",
            "ม. 340 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิทัศน์หรือโหน แย้มวารี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยแต่ละคนต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2024/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าต่างก็เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 ปี 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย เนื่องจากศาลยังมิได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกคนละ 24 ปี ลดโทษให้ตามมาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 12 ปี เมื่อรวมกับโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ อีก 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 12 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ด้วยหรือไม่ ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ปล้นทรัพย์ทุกคน ถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นเหตุฉกรรจ์ได้ ความในวรรคสี่ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า "ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดย ฯลฯ ใช้ปืนยิง ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นต่อเนื่องกันไปว่าถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์นั้น ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในการกระทำนั้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตราเดียวกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ ข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าขณะจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงนั้น จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาห่างจากนายพิทยาเกือบ 30 เมตร และอยู่ห่างจากถนน 2 เมตรเท่านั้น ทำนองว่าการปล้นทรัพย์ขาดตอนไปแล้ว เห็นว่า การปล้นทรัพย์จะขาดตอนแล้วหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ ซึ่งมิได้จำกัดด้วยระยะทางดังที่จำเลยที่ 2 เข้าใจ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาเกือบถึงถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุซึ่งทางฝ่ายนายพิทยากับพวกยังอาจติดตามขัดขวางการปล้นทรัพย์นั้นได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพาเอาทรัพย์ไป การปล้นทรัพย์ของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงยังไม่ขาดตอนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ จึงชอบแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุตนมีอายุเพียง 19 ปี ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงสมควรได้รับการลดหย่อนโทษนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 จะมีอายุเพียง 19 ปี แต่พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้ผิดชอบแล้วยังขืนกระทำความผิดโดยอุกอาจ มิใช่ทำด้วยความคะนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000781.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548