คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2549 ฉบับเต็ม

#266530
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2549 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์ โจทก์ นายม้าหรือแสนเมือง ฉลาดศรี จำเลย ป.อ. มาตรา 279 ป.วิ.อ. มาตรา 176 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิง ก. ผู้เสียหาย อายุ 12 ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้ายเข้ากอดปล้ำและพยายามถอดกางเกงของผู้เสียหายเพื่อกระทำชำเรา จำเลยให้การรับสารภาพ การที่ศาลมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยเนื่องจากศาลรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษจำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยเท่านั้น และศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤตินั้นได้ เพียงแต่ถ้าจะใช้รายงานและความเห็นนั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลต้องแจ้งข้อความนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานความเห็นก่อนและจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ตาม พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 การที่จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่ว่าจำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายลงมาบริเวณหัวเข่านั้นไม่เป็นความจริง เท่ากับจำเลยคัดค้านรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แต่มิได้หมายความว่าจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และมิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยไม่สืบพยานโจทก์จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงกานตนาหรืออ้อม ผู้เสียหาย อายุ 12 ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เข้ากอดปล้ำและพยายามถอดกางเกงผู้เสียหายเพื่อกระทำชำเรา โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 279 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานควบคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย เนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใดและเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยเท่านั้น และศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤตินั้นได้ เพียงแต่ถ้าศาลชั้นต้นจะใช้รายงานและความเห็นดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นต้องแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ตาม พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 การที่จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่จำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายลงมาบริเวณหัวเข่า ไม่เป็นความจริงนั้น เท่ากับจำเลยคัดค้านรายงานการสืบเสาะและพินิจเฉพาะส่วนดังกล่าวซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลย อันเป็นการคัดค้านตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 ดังกล่าว มิได้หมายความว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งยังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวต่อไปอีกว่าจำเลยยังคงรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีนี้มิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามนั้น กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-สมชาย จุลนิติ์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์) ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ - นายคมสัน ภูมิภัคเมธากุล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายคมสัน ศรีทองสุก แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266530
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกันทรลักษ์",
        "judge": "นายคมสัน ภูมิภัคเมธากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายคมสัน ศรีทองสุก"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026444"
    }
}
date
2549
deka_no
584/2549
deka_running_no
584
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 279"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 176"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายม้าหรือแสนเมือง ฉลาดศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงกานตนาหรืออ้อม ผู้เสียหาย อายุ 12 ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เข้ากอดปล้ำและพยายามถอดกางเกงผู้เสียหายเพื่อกระทำชำเรา โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 279

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานควบคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย เนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใดและเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยเท่านั้น และศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤตินั้นได้ เพียงแต่ถ้าศาลชั้นต้นจะใช้รายงานและความเห็นดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นต้องแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ตาม พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 การที่จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่จำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายลงมาบริเวณหัวเข่า ไม่เป็นความจริงนั้น เท่ากับจำเลยคัดค้านรายงานการสืบเสาะและพินิจเฉพาะส่วนดังกล่าวซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลย อันเป็นการคัดค้านตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 ดังกล่าว มิได้หมายความว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งยังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวต่อไปอีกว่าจำเลยยังคงรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีนี้มิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามนั้น กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000771.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549