คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7770/2547 ฉบับเต็ม

#266532
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7770/2547 บริษัทเอ แอนด์ เอ็น วิชั่น จำกัด โจทก์ บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 152, มาตรา 172, มาตรา 407 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง, มาตรา 79, มาตรา 80 ขณะที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. จำเลยกับบริษัท ค. ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัท ค. ผู้อนุญาต ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสอง จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่จะนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. ไปอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นได้ โจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. กับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนได้ว่าผู้อนุญาตกับจำเลยได้ทำสัญญาอนุญาตเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ แต่โจทก์ก็มิได้ทำการตรวจสอบ โจทก์กลับเข้าทำสัญญากับจำเลยและชำระค่าสิทธิจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,039,358 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยว่า บริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนและจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทยไว้สำหรับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการ ให้เช่าหนังสือ วิดีโอเทป เลเซอร์ดิสก์ และคอมแพกดิสก์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 จำเลยในฐานะผู้รับอนุญาตได้ทำสัญญาขออนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาต โดยผู้อนุญาตได้อนุญาตให้ผู้รับอนุญาตใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการแบบเด็ดขาดและให้ผู้รับอนุญาตมีสิทธิอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหลักลงวันที่ 1 กันยายน 2540 เพื่อใช้กับบริการที่ผู้อนุญาตได้จดทะเบียนไว้ได้ ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ตัวแทนบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด กับตัวแทนจำเลยได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการซึ่งบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ได้จดทะเบียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาสั่งให้รับจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2542 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าขณะที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ดังกล่าว จำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสอง จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่จะนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นได้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด อย่างไรก็ดี โจทก์นำสืบว่า หากโจทก์ทราบก่อนว่าจำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะไม่เข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนนั้นกับจำเลย แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนี้ ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิกับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยง่ายว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตกับจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ เพราะโจทก์ต้องนำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ที่ทำไว้กับจำเลยตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 79 และ 68 วรรคสอง ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งหากโจทก์นำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะทราบว่าจำเลยยังมิได้นำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวซึ่งจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำไว้กับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน แต่โจทก์หาได้ตรวจสอบทางทะเบียนและนำสัญญาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนไม่ โจทก์กลับเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงกับจำเลยและชำระค่าสิทธิในการใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ใส่ใจตรวจสอบว่าจำเลยจะเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยรู้อยู่ว่าต้องนำสัญญาอนุญาตช่วงไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อน จึงจะทำให้สัญญานั้นสมบูรณ์ การเข้าทำสัญญาและชำระค่าสิทธิดังกล่าวของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะสัญญาไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. (พิชิต คำแฝง-กำพล ภู่สุดแสวง-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266532
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ",
        "judge": "นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037438"
    }
}
date
2547
deka_no
7770/2547
deka_running_no
7770
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "พิชิต คำแฝง",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 152",
            "ม. 172",
            "ม. 407"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 68 วรรคสอง",
            "ม. 79",
            "ม. 80"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอ แอนด์ เอ็น วิชั่น จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,039,358 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยว่า บริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนและจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทยไว้สำหรับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการ ให้เช่าหนังสือ วิดีโอเทป เลเซอร์ดิสก์ และคอมแพกดิสก์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 จำเลยในฐานะผู้รับอนุญาตได้ทำสัญญาขออนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาต โดยผู้อนุญาตได้อนุญาตให้ผู้รับอนุญาตใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการแบบเด็ดขาดและให้ผู้รับอนุญาตมีสิทธิอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหลักลงวันที่ 1 กันยายน 2540 เพื่อใช้กับบริการที่ผู้อนุญาตได้จดทะเบียนไว้ได้ ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ตัวแทนบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด กับตัวแทนจำเลยได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการซึ่งบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ได้จดทะเบียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาสั่งให้รับจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2542 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าขณะที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ดังกล่าว จำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสอง จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่จะนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นได้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด อย่างไรก็ดี โจทก์นำสืบว่า หากโจทก์ทราบก่อนว่าจำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะไม่เข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนนั้นกับจำเลย แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนี้ ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิกับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยง่ายว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตกับจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ เพราะโจทก์ต้องนำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ที่ทำไว้กับจำเลยตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 79 และ 68 วรรคสอง ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งหากโจทก์นำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะทราบว่าจำเลยยังมิได้นำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวซึ่งจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำไว้กับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน แต่โจทก์หาได้ตรวจสอบทางทะเบียนและนำสัญญาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนไม่ โจทก์กลับเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงกับจำเลยและชำระค่าสิทธิในการใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ใส่ใจตรวจสอบว่าจำเลยจะเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยรู้อยู่ว่าต้องนำสัญญาอนุญาตช่วงไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อน จึงจะทำให้สัญญานั้นสมบูรณ์ การเข้าทำสัญญาและชำระค่าสิทธิดังกล่าวของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะสัญญาไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000872.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547