คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2549 ฉบับเต็ม

#266535
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2549 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายคำปิ่น นงคม จำเลย ป.อ. มาตรา 357 ป.วิ.อ. มาตรา 158 ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 335, 357, 83 จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามคำรับสารภาพได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่า "เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2546 เวลากลางวันได้มีคนร้ายบังอาจลักเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน … ของนางมณิดา รัชมาศหรือแก้วพิกุลผู้เสียหายไป…" แต่ในคำฟ้องข้อ 2 ความผิดฐานรับของโจร โจทก์กลับบรรยายว่า "ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตรวจยึดรถของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง… เมื่อระหว่างวันและเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย… บังอาจร่วมกันรับของโจร โดยร่วมกันรับเอาของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1…" ซึ่งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด เป็นต้น ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นพิจารณาวินิจฉัยได้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง. (องอาจ โรจนสุพจน์-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายมณฑล ชัยมงคล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266535
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายมณฑล ชัยมงคล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายอาวุธ ปั้นปรีชา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026752"
    }
}
date
2549
deka_no
330/2549
deka_running_no
330
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์",
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 357"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคำปิ่น นงคม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 335, 357, 83

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามคำรับสารภาพได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่า "เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2546 เวลากลางวันได้มีคนร้ายบังอาจลักเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน … ของนางมณิดา รัชมาศหรือแก้วพิกุลผู้เสียหายไป…" แต่ในคำฟ้องข้อ 2 ความผิดฐานรับของโจร โจทก์กลับบรรยายว่า "ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตรวจยึดรถของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง… เมื่อระหว่างวันและเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย… บังอาจร่วมกันรับของโจร โดยร่วมกันรับเอาของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1…" ซึ่งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด เป็นต้น ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นพิจารณาวินิจฉัยได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000774.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549