คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548 ฉบับเต็ม

#266540
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว โจทก์ ดาบตำรวจยงยุทธหรือทักษิณ เดือนขุนทด จำเลย ป.อ. มาตรา 393 จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า "อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง" และชี้มือไปที่ผู้เสียหาย ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากจะเป็นคำหยาบคายแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบผู้เสียหายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สี่เท้า และกล่าวหาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายว่าภริยาจำเลยของจำเลยเอาเงินของกลุ่มแม่บ้านไปใช้เป็นการส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 393 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 ลงโทษปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำพยานโจทก์โดยนางแสงผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่ประชุมอยู่นั้น ผู้เสียหายได้สอบถามนางสมภารภริยาจำเลยว่าเงินกองทุนปุ๋ยของกลุ่มแม่บ้านเหลือเท่าใด ซึ่งนางสมภารเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านวังตอตั้ง แต่นางสมภารไม่ยอมพูดอะไร จำเลยจึงพูดขึ้นว่า "อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง" และชี้มือมาที่ผู้เสียหาย ขณะนั้นมีบุคคลที่ร่วมประชุมอยู่ด้วย 40 ถึง 50 คน ผู้เข้าร่วมประชุมได้ยินเสียงที่จำเลยกล่าวข้อความดังกล่าว นายวิจิตรเข้าห้ามปรามจำเลยและให้แยกกันกลับบ้าน นอกจากคำพยานผู้เสียหายแล้วโจทก์มีนายบุญส่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 และเป็นเจ้าของสถานที่ที่จัดประชุมเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามคำเบิกความผู้เสียหาย และโจทก์ยังมีนายวิจิตรซึ่งเป็นประธานประชาคมหมู่บ้านและเป็นประธานที่ประชุมเบิกความยืนยันว่าเมื่อจำเลยพูดข้อความดังกล่าวนายวิจิตรกลัวว่าจะเกิดเรื่องจึงได้เข้าห้ามปรามจำเลย เมื่อผู้เสียหายไปร้องทุกข์แล้ว พันตำรวจตรีบุญส่งพนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้เสียหายและพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 21 ปาก โดยพันตำรวจตรีบุญส่งเบิกความยืนยันว่าชั้นสอบสวนพยานทุกปากให้การตรงกันว่าจำเลยได้ด่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำดังกล่าวจริง เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งล้วนแต่เป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันมีเหตุผลมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้พูดด่าผู้เสียหาย แต่ยอมรับว่าจำเลยกับภริยาได้โต้เถียงกับผู้เสียหาย พยานจำเลยคงกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำด่าว่าผู้เสียหายตามฟ้องโจทก์จริง ปัญหาว่าคำด่าของจำเลยเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ถึงถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า "อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง" และชี้มือไปที่ผู้เสียหายนั้น ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากจะเป็นคำหยาบคายแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบผู้เสียหายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สี่เท่า และกล่าวหาผู้เสียหายว่าผู้เสียหายว่าภริยาจำเลยเอาเงินของกลุ่มแม่บ้านไปใช้เป็นการส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย? พิพากษายืน. (สุมิตร สุภาดุลย์-สดศรี สัตยธรรม-นันทชัย เพียรสนอง) ศาลจังหวัดภูเขียว - นายประทีป ชูคลี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายโอภาส อนันตสมบูรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266540
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเขียว",
        "judge": "นายประทีป ชูคลี่"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายโอภาส อนันตสมบูรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029421"
    }
}
date
2548
deka_no
5257/2548
deka_running_no
5257
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "นันทชัย เพียรสนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 393"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ดาบตำรวจยงยุทธหรือทักษิณ เดือนขุนทด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 ลงโทษปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำพยานโจทก์โดยนางแสงผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่ประชุมอยู่นั้น ผู้เสียหายได้สอบถามนางสมภารภริยาจำเลยว่าเงินกองทุนปุ๋ยของกลุ่มแม่บ้านเหลือเท่าใด ซึ่งนางสมภารเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านวังตอตั้ง แต่นางสมภารไม่ยอมพูดอะไร จำเลยจึงพูดขึ้นว่า "อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง" และชี้มือมาที่ผู้เสียหาย ขณะนั้นมีบุคคลที่ร่วมประชุมอยู่ด้วย 40 ถึง 50 คน ผู้เข้าร่วมประชุมได้ยินเสียงที่จำเลยกล่าวข้อความดังกล่าว นายวิจิตรเข้าห้ามปรามจำเลยและให้แยกกันกลับบ้าน นอกจากคำพยานผู้เสียหายแล้วโจทก์มีนายบุญส่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 และเป็นเจ้าของสถานที่ที่จัดประชุมเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามคำเบิกความผู้เสียหาย และโจทก์ยังมีนายวิจิตรซึ่งเป็นประธานประชาคมหมู่บ้านและเป็นประธานที่ประชุมเบิกความยืนยันว่าเมื่อจำเลยพูดข้อความดังกล่าวนายวิจิตรกลัวว่าจะเกิดเรื่องจึงได้เข้าห้ามปรามจำเลย เมื่อผู้เสียหายไปร้องทุกข์แล้ว พันตำรวจตรีบุญส่งพนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้เสียหายและพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 21 ปาก โดยพันตำรวจตรีบุญส่งเบิกความยืนยันว่าชั้นสอบสวนพยานทุกปากให้การตรงกันว่าจำเลยได้ด่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำดังกล่าวจริง เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งล้วนแต่เป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันมีเหตุผลมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้พูดด่าผู้เสียหาย แต่ยอมรับว่าจำเลยกับภริยาได้โต้เถียงกับผู้เสียหาย พยานจำเลยคงกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำด่าว่าผู้เสียหายตามฟ้องโจทก์จริง

ปัญหาว่าคำด่าของจำเลยเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ถึงถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า "อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง" และชี้มือไปที่ผู้เสียหายนั้น ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากจะเป็นคำหยาบคายแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบผู้เสียหายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สี่เท่า และกล่าวหาผู้เสียหายว่าผู้เสียหายว่าภริยาจำเลยเอาเงินของกลุ่มแม่บ้านไปใช้เป็นการส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000799.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548