คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2549 ฉบับเต็ม

#266588
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2549 บริษัท เอส.เค. เทคโนโลยี่ส์ จำกัด โจทก์ นายประจักษ์ วงศ์ธิกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1141 ป.อ. มาตรา 334, มาตรา 335, มาตรา 357 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่โจทก์ส่งไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเป็นเอกสารราชการ และนาง ส. กรรมการบริษัทโจทก์ได้ลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง เอกสารดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่ในบริษัทโจทก์จำนวน 5,000 หุ้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นแทนบุตรสาวของนาง ส. โดยโจทก์มีเพียงนาง ส. เท่านั้นมานำสืบ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นจำนวน 5,000 หุ้น รองจากนาง ส. ย่อมมีสิทธิได้รับการแบ่งผลกำไรจากการทำธุรกิจร่วมกับโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์กัน โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ จึงถอดเครื่องอุปกรณ์ของเครื่องจักรในโรงงานและเอาสีต่าง ๆ ไปเก็บไว้เพื่อต่อรองให้โจทก์จ่ายผลประโยชน์ในส่วนที่ตนพึงจะได้รับ เครื่องอุปกรณ์ชิ้นส่วนดังกล่าวเมื่อนำมาติดตั้งใหม่ก็สามารถติดตั้งและใช้งานได้ดีตามปกติ การกระทำเช่นนี้ของจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่ามิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนหรือของผู้อื่น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์นำสิ่งของดังกล่าวไปฝากที่บ้านของจำเลยที่ 3 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ และจำเลยที่ 3 ผู้รับฝากทรัพย์ข้างต้นย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการโรงงาน จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถส่งสินค้า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ถอดเครื่องอุปกรณ์ชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องจักรในโรงงานของโจทก์ออกไปจนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ โดยใช้ให้จำเลยที่ 2 ขับรถนำอุปกรณ์ชิ้นส่วนนั้นไปฝากไว้กับจำเลยที่ 3 ปัญหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรหรือไม่ โดยที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินปันผล และไม่อาจอ้างเป็นเหตุลักทรัพย์โจทก์เพื่อต่อรองให้โจทก์แบ่งผลกำไรให้นั้น เห็นว่า ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งโจทก์ส่งไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เป็นเอกสารราชการ นอกจากนี้นางเสาวคนธ์ กรรมการโจทก์ได้ลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง เอกสารดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่ในบริษัทโจทก์จำนวน 5,000 หุ้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นแทนบุตรสาวของนางเสาวคนธ์ กรรมการโจทก์ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวคงมีเพียงนางเสาวคนธ์เท่านั้นมานำสืบลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนัก ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งถือหุ้นจำนวน 5,000 หุ้นรองจากนางเสาวคนธ์กรรมการโจทก์ ย่อมมีสิทธิได้รับการแบ่งผลกำไรจากการทำธุรกิจร่วมกันกับโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์กัน โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ จึงถอดเครื่องอุปกรณ์ของเครื่องจักรในโรงงานและเอาสีต่าง ๆ ไปเก็บไว้เพื่อต่อรองให้โจทก์จ่ายผลประโยชน์ในส่วนที่ตนพึงจะได้รับ เครื่องอุปกรณ์ชิ้นส่วนดังกล่าวเมื่อนำมาติดตั้งใหม่ก็สามารถติดตั้งและใช้งานได้ดีตามปกติ การกระทำเช่นนี้ของจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่ามิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนหรือของผู้อื่น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์นำสิ่งของดังกล่าวไปฝากไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสามชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (คมวุฒ บุรีธนวัต-สุมิตร สุภาดุลย์-นันทชัย เพียรสนอง) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายวชิร ปานแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266588
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายวชิร ปานแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026441"
    }
}
date
2549
deka_no
593/2549
deka_running_no
593
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "คมวุฒ บุรีธนวัต",
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "นันทชัย เพียรสนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1141"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 334",
            "ม. 335",
            "ม. 357"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เอส.เค. เทคโนโลยี่ส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประจักษ์ วงศ์ธิกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการโรงงาน จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถส่งสินค้า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ถอดเครื่องอุปกรณ์ชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องจักรในโรงงานของโจทก์ออกไปจนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ โดยใช้ให้จำเลยที่ 2 ขับรถนำอุปกรณ์ชิ้นส่วนนั้นไปฝากไว้กับจำเลยที่ 3 ปัญหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรหรือไม่ โดยที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินปันผล และไม่อาจอ้างเป็นเหตุลักทรัพย์โจทก์เพื่อต่อรองให้โจทก์แบ่งผลกำไรให้นั้น เห็นว่า ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งโจทก์ส่งไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เป็นเอกสารราชการ นอกจากนี้นางเสาวคนธ์ กรรมการโจทก์ได้ลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง เอกสารดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่ในบริษัทโจทก์จำนวน 5,000 หุ้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ถือหุ้นแทนบุตรสาวของนางเสาวคนธ์ กรรมการโจทก์ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวคงมีเพียงนางเสาวคนธ์เท่านั้นมานำสืบลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนัก ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งถือหุ้นจำนวน 5,000 หุ้นรองจากนางเสาวคนธ์กรรมการโจทก์ ย่อมมีสิทธิได้รับการแบ่งผลกำไรจากการทำธุรกิจร่วมกันกับโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์กัน โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ จึงถอดเครื่องอุปกรณ์ของเครื่องจักรในโรงงานและเอาสีต่าง ๆ ไปเก็บไว้เพื่อต่อรองให้โจทก์จ่ายผลประโยชน์ในส่วนที่ตนพึงจะได้รับ เครื่องอุปกรณ์ชิ้นส่วนดังกล่าวเมื่อนำมาติดตั้งใหม่ก็สามารถติดตั้งและใช้งานได้ดีตามปกติ การกระทำเช่นนี้ของจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่ามิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนหรือของผู้อื่น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์นำสิ่งของดังกล่าวไปฝากไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสามชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000771.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549