คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2548 ฉบับเต็ม

#266598
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2548 บริษัทรูมาโฮสดิ้ง บี.วี. จำกัด โจทก์ นางนงเยาว์ โตวชิรกุล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 145 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) มูลหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยต้องผูกพันในผลของคำพิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียในที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ให้จำเลยกับพวกอีก 2 คน ชำระเงิน 148,472,881 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อปี จากต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าคดีของศาลแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งอาจถูกกลับหรือแก้ไขโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อเท็จจริงไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึงยังไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาดังนั้นจำเลยต้องผูกพันในผลของคำพิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียในที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยให้การว่าจำเลยมีทรัพย์สินเป็นเงินสด เงินฝากในสถาบันการเงิน ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ใบอนุญาตประกอบกิจการ และกิจการทั้งหลายมีมูลค่ามากกว่าหนี้สินที่มีกับโจทก์หลายเท่า แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่ามีทรัพย์สินดังที่ให้การไว้พยานหลักฐานจำเลยไม่พอฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โจทก์นำสืบด้วยว่าจำเลยถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง 57 คดี ศาลพิพากษาแล้วจำนวนหนี้ 400,000,000 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร. (ไพโรจน์ วายุภาพ-สมชาย พงษธา-อุดมศักดิ์ นิติมนตรี) ศาลล้มละลายกลาง - นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266598
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028252"
    }
}
date
2548
deka_no
6516/2548
deka_running_no
6516
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "สมชาย พงษธา",
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 9 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทรูมาโฮสดิ้ง บี.วี. จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนงเยาว์ โตวชิรกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ให้จำเลยกับพวกอีก 2 คน ชำระเงิน 148,472,881 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อปี จากต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าคดีของศาลแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งอาจถูกกลับหรือแก้ไขโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อเท็จจริงไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึงยังไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาดังนั้นจำเลยต้องผูกพันในผลของคำพิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียในที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยให้การว่าจำเลยมีทรัพย์สินเป็นเงินสด เงินฝากในสถาบันการเงิน ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ใบอนุญาตประกอบกิจการ และกิจการทั้งหลายมีมูลค่ามากกว่าหนี้สินที่มีกับโจทก์หลายเท่า แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่ามีทรัพย์สินดังที่ให้การไว้พยานหลักฐานจำเลยไม่พอฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โจทก์นำสืบด้วยว่าจำเลยถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง 57 คดี ศาลพิพากษาแล้วจำนวนหนี้ 400,000,000 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000788.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548