คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6353/2548 ฉบับเต็ม

#266602
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6353/2548 บริษัทฟิลลิปส์ซีฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 83 วรรคสี่, มาตรา 85/7 วรรคหนึ่ง, มาตรา 88/6 (1) (ค) โจทก์เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมโดยไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสาขาจังหวัดระนองตามบทบัญญัติมาตรา 85/7 วรรคหนึ่ง แห่ง ป. รัษฎากร และโจทก์มีสถานประกอบการหลายแห่งจะต้องแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีของสำนักงานสาขาจังหวัดระนองรวมกับสำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาตามมาตรา 83 วรรคสี่ แห่ง ป. รัษฎากร แต่อย่างใด โจทก์จึงอ้างว่าได้ยื่นเสียภาษีที่สำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาแล้วไม่ได้ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ยื่นชำระภาษีของเดือนภาษีที่ถูกประเมิน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการสาขาจังหวัดระนองตั้งอยู่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 (1) (ค) เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภายในกำหนดเวลา 10 ปี ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของสำนักงานสรรพากรจังหวัดระนองเลขที่ 11850010/5/100775, 11850010/5/100776 และ 11850010/5/100777 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ รน/33/2544 ลงวันที่ 18 กันยายน 2544 จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สำนักงานสาขาที่ 2 ตั้งอยู่ที่ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าขายเนื้อปู ผลิตผลจากเนื้อปู และอาหารทะเลอื่น ๆ โดยเป็นผู้ผลิตและส่งขายไปยังต่างประเทศ โจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจำนวนสาขาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541 สำนักงานสาขาจังหวัดระนองของโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสำนักงานสรรพากรจังหวัดระนอง และขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนเมษายน 2541 เจ้าหน้าที่สรรพากรจังหวัดระนองจึงเรียกตรวจสอบพบว่าโจทก์แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจำนวนสาขาจังหวัดระนองภายหลังที่ได้เปิดดำเนินกิจการมาแล้ว ถือว่าสำนักงานสาขาจังหวัดระนองของโจทก์ได้ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้ปรับโจทก์ไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจปฏิบัติการที่สำนักงานสาขาจังหวัดระนองของโจทก์ในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2541 พบว่ายอดโอนสินค้าจากสำนักงานสาขาจังหวัดระนองมีปริมาณสูงกว่าหลักฐานที่สำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาได้รับ ส่วนของสินค้าที่ขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ เจ้าพนักงานประเมินถือว่าเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) (จ) แห่ง ป. รัษฎากร จึงแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยนำรายการสินค้าเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 2541 มาประเมินภาษีเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 เกินเวลา 2 ปี ตามบทบัญญัติของ ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ข) จึงพ้นกำหนดเวลาแล้ว เห็นว่า โจทก์เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมโดยไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสาขาจังหวัดระนองตามบทบัญญัติมาตรา 85/7 วรรคหนึ่ง แห่ง ป. รัษฎากร และโจทก์มีสถานประกอบการหลายแห่งจะต้องแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีของสำนักงานสาขาจังหวัดระนองรวมกับสำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาตามมาตรา 83 วรรคสี่ แห่ง ป. รัษฎากร แต่อย่างใด โจทก์จึงอ้างว่าได้ยื่นเสียภาษีที่สำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาแล้วไม่ได้ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ยื่นชำระภาษีของเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 2541 ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการสาขาจังหวัดระนองตั้งอยู่ กรณีของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามความในมาตรา 88/6 (1) (ค) จึงต้องใช้กำหนดเวลา 10 ปี อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย. (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-ทองหล่อ โฉมงาม-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายประจง พันธุ์ประสิทธิ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266602
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายประจง พันธุ์ประสิทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028445"
    }
}
date
2548
deka_no
6353/2548
deka_running_no
6353
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 83 วรรคสี่",
            "ม. 85/7 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 88/6 (1) (ค)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทฟิลลิปส์ซีฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของสำนักงานสรรพากรจังหวัดระนองเลขที่ 11850010/5/100775, 11850010/5/100776 และ 11850010/5/100777 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ รน/33/2544 ลงวันที่ 18 กันยายน 2544

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สำนักงานสาขาที่ 2 ตั้งอยู่ที่ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าขายเนื้อปู ผลิตผลจากเนื้อปู และอาหารทะเลอื่น ๆ โดยเป็นผู้ผลิตและส่งขายไปยังต่างประเทศ โจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจำนวนสาขาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541 สำนักงานสาขาจังหวัดระนองของโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสำนักงานสรรพากรจังหวัดระนอง และขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนเมษายน 2541 เจ้าหน้าที่สรรพากรจังหวัดระนองจึงเรียกตรวจสอบพบว่าโจทก์แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจำนวนสาขาจังหวัดระนองภายหลังที่ได้เปิดดำเนินกิจการมาแล้ว ถือว่าสำนักงานสาขาจังหวัดระนองของโจทก์ได้ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้ปรับโจทก์ไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจปฏิบัติการที่สำนักงานสาขาจังหวัดระนองของโจทก์ในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2541 พบว่ายอดโอนสินค้าจากสำนักงานสาขาจังหวัดระนองมีปริมาณสูงกว่าหลักฐานที่สำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาได้รับ ส่วนของสินค้าที่ขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ เจ้าพนักงานประเมินถือว่าเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) (จ) แห่ง ป. รัษฎากร จึงแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยนำรายการสินค้าเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 2541 มาประเมินภาษีเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 เกินเวลา 2 ปี ตามบทบัญญัติของ ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ข) จึงพ้นกำหนดเวลาแล้ว เห็นว่า โจทก์เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมโดยไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสาขาจังหวัดระนองตามบทบัญญัติมาตรา 85/7 วรรคหนึ่ง แห่ง ป. รัษฎากร และโจทก์มีสถานประกอบการหลายแห่งจะต้องแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีของสำนักงานสาขาจังหวัดระนองรวมกับสำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาตามมาตรา 83 วรรคสี่ แห่ง ป. รัษฎากร แต่อย่างใด โจทก์จึงอ้างว่าได้ยื่นเสียภาษีที่สำนักงานใหญ่จังหวัดสงขลาแล้วไม่ได้ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ยื่นชำระภาษีของเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 2541 ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการสาขาจังหวัดระนองตั้งอยู่ กรณีของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามความในมาตรา 88/6 (1) (ค) จึงต้องใช้กำหนดเวลา 10 ปี อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000790.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548