คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7698/2548 ฉบับเต็ม

#266605
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7698/2548 ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษสุขค้าวัสดุธีระพานิช โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3), มาตรา 177 ป.รัษฎากร มาตรา 2, มาตรา 88/6 (1) (ก), มาตรา 88/6 วรรคสอง ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 มาตรา 19, มาตรา 20 คำให้การของจำเลยรับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินต้องกระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาสองปีดังกล่าว ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันดังกล่าวได้ โดยอนุมัติอธิบดี ตามมาตรา 88/6 วรรคสอง แห่ง ป. รัษฎากร เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย แม้ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้โจทก์นำสืบพยานก่อน และโจทก์ไม่ได้สืบพยานในปัญหานี้ จำเลยก็มีหน้าที่นำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินกระทำโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว เอกสารที่อนุมัติให้ประเมินภาษีโจทก์เกินสองปี ผู้อนุมัติมีตำแหน่งเป็นสรรพากรภาค 5 และระบุว่าผู้อนุมัติปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร แม้คำว่า "อธิบดี" จะหมายความรวมถึง ผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ตามมาตรา 2 แห่ง ป. รัษฎากร แต่จำเลยไม่นำสืบให้ปรากฏว่า สรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินแทนอธิบดีกรมสรรพากรได้ การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ที่เป็นคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้สรรพากรภาคมีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวได้ พร้อมกับเอกสารอื่น มีผลแต่เพียงว่าจำเลยมีสิทธินำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้เท่านั้น หามีผลให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นด้วยไม่ จำเลยไม่ได้นำสืบถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นสำเนา ทั้งไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ลงนามรับรองถูกต้องเป็นผู้ที่รับรองเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3) โจทก์ก็ไม่ได้รับข้อเท็จจริงว่าเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงไม่อาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ว่า สรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีรายพิพาท การประเมินของเจ้าพนักงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์ชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,612,108.87 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การประเมินภาษีรายพิพาท เจ้าพนักงานประเมินได้กระทำโดยอนุมัติอธิบดีตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำให้การของจำเลยรับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินต้องกระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ทำการประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาสองปีดังกล่าว ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันดังกล่าวโดยอนุมัติอธิบดี เพราะเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคสอง เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว ภาระพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย แม้ศาลภาษีอากรกลางจะกำหนดให้โจทก์นำสืบพยานก่อน และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานในปัญหานี้ จำเลยก็มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินกระทำโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว เอกสารที่อนุมัติให้ประเมินภาษีโจทก์เกินสองปี ผู้อนุมัติมีตำแหน่งเป็นสรรพากรภาค 5 และระบุว่าผู้อนุมัติปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร แม้คำว่า "อธิบดี" จะหมายความรวมถึง "ผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย" ตามที่บัญญัติใน ป. รัษฎากร มาตรา 2 แต่จำเลยไม่ได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าสรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินแทนอธิบดีกรมสรรพากร การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ที่เป็นคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรที่มอบหมายให้สรรพากรภาคมีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 ได้ เป็นพยานหลักฐานของจำเลยที่รับฟังได้ตามกฎหมายและศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า การส่งเอกสารต่อศาลเป็นขั้นตอนการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดคดีภาษีอากรของศาลภาษีอากรว่าด้วยการสืบพยานซึ่งเป็นหลักในเบื้องต้นว่าเอกสารเหล่านั้นใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายเท่านั้น หาได้มีผลถึงขนาดให้ถือว่าเอกสารเหล่านั้นมีอยู่ เป็นเอกสารที่แท้จริงและข้อความตามเอกสารถูกต้องทุกประการด้วยไม่ คู่ความฝ่ายที่อ้างหรือส่งเอกสารยังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบถึงความมีอยู่ ความแท้จริงและความถูกต้องของข้อความในเอกสารเช่นว่านั้น การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ต่อศาลพร้อมเอกสารอื่นของจำเลยมีผลเพียงว่าจำเลยมีสิทธินำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ตามกฎหมายเท่านั้น หามีผลทำให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบถึงความมีอยู่และความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 กับปรากฏตามเอกสารนั้นว่าเป็นสำเนา ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ลงนามรับรองถูกต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจรับรองสำเนาเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3) และโจทก์ไม่ได้ตกลงว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ตลอดจนไม่มีการดำเนินการสอบถามโจทก์ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นหรือไม่ ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 19 และ 20 จึงไม่อาจรับฟังตามเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ว่าสรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีรายพิพาท การประเมินภาษีรายพิพาทของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 05210030/5/100868 ถึง 100887 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ รย/16/2544 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท. (กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-ทองหล่อ โฉมงาม-จิระ โชติพงศ์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266605
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027616"
    }
}
date
2548
deka_no
7698/2548
deka_running_no
7698
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "จิระ โชติพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 93 (3)",
            "ม. 177"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 2",
            "ม. 88/6 (1) (ก)",
            "ม. 88/6 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 19",
            "ม. 20"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษสุขค้าวัสดุธีระพานิช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์ชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,612,108.87 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การประเมินภาษีรายพิพาท เจ้าพนักงานประเมินได้กระทำโดยอนุมัติอธิบดีตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำให้การของจำเลยรับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินต้องกระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ทำการประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาสองปีดังกล่าว ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันดังกล่าวโดยอนุมัติอธิบดี เพราะเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคสอง เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว ภาระพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย แม้ศาลภาษีอากรกลางจะกำหนดให้โจทก์นำสืบพยานก่อน และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานในปัญหานี้ จำเลยก็มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินกระทำโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว

เอกสารที่อนุมัติให้ประเมินภาษีโจทก์เกินสองปี ผู้อนุมัติมีตำแหน่งเป็นสรรพากรภาค 5 และระบุว่าผู้อนุมัติปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร แม้คำว่า "อธิบดี" จะหมายความรวมถึง "ผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย" ตามที่บัญญัติใน ป. รัษฎากร มาตรา 2 แต่จำเลยไม่ได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าสรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินแทนอธิบดีกรมสรรพากร การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ที่เป็นคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรที่มอบหมายให้สรรพากรภาคมีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 ได้ เป็นพยานหลักฐานของจำเลยที่รับฟังได้ตามกฎหมายและศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า การส่งเอกสารต่อศาลเป็นขั้นตอนการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดคดีภาษีอากรของศาลภาษีอากรว่าด้วยการสืบพยานซึ่งเป็นหลักในเบื้องต้นว่าเอกสารเหล่านั้นใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายเท่านั้น หาได้มีผลถึงขนาดให้ถือว่าเอกสารเหล่านั้นมีอยู่ เป็นเอกสารที่แท้จริงและข้อความตามเอกสารถูกต้องทุกประการด้วยไม่ คู่ความฝ่ายที่อ้างหรือส่งเอกสารยังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบถึงความมีอยู่ ความแท้จริงและความถูกต้องของข้อความในเอกสารเช่นว่านั้น การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ต่อศาลพร้อมเอกสารอื่นของจำเลยมีผลเพียงว่าจำเลยมีสิทธินำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ตามกฎหมายเท่านั้น หามีผลทำให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบถึงความมีอยู่และความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 กับปรากฏตามเอกสารนั้นว่าเป็นสำเนา ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ลงนามรับรองถูกต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจรับรองสำเนาเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3) และโจทก์ไม่ได้ตกลงว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ตลอดจนไม่มีการดำเนินการสอบถามโจทก์ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นหรือไม่ ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 19 และ 20 จึงไม่อาจรับฟังตามเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ว่าสรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีรายพิพาท การประเมินภาษีรายพิพาทของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 05210030/5/100868 ถึง 100887 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ รย/16/2544 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000782.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548