คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1477/2549 ฉบับเต็ม

#266630
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1477/2549 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายอะหมัด สิริต จำเลย ป.อ. มาตรา 341, มาตรา 343 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 192 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน วันเดือนปีใดไม่ปรากฏชัด จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยทำอุบายทำพิธีกรรมนำโอ่งทำน้ำมนต์มาตั้งพร้อมจัดทำธูปเทียน สายสิญจน์ และหนังสือคัมภีร์อัลกุรอ่านมาวางไว้ ทำพิธีสวดมนต์ภาษาอิสลามทำน้ำมนต์แล้วนำมาพรมบนศีรษะให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปดและพูดหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดว่าจะต้องใช้เงินไปซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์และจะทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวย ความจริงจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดเกิดความร่ำรวยได้ ด้วยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นประชาชน เป็นเหตุให้จำเลยได้รับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งแปดตามจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละรายได้เสียให้แก่จำเลยไปตามที่โจทก์ได้บรรยายไว้ในฟ้องแล้ว และจำเลยได้นำเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งแปดไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิด การกระทำที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดโดยทุจริตและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละคน จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนใดเมื่อวันเดือนปีใดและหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละคนกี่ครั้ง หรือได้เงินจากผู้เสียหายแต่ละรายครั้งละเท่าใด เงินที่ได้จากการหลอกลวงนำไปใช้เป็นค่าซื้อแพะกี่ตัว เป็นเงินเท่าใด เงินที่มิได้นำไปซื้อแพะมีเท่าใดหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจะต้องคืนเงินที่รับจากผู้เสียหายแต่ละรายเท่าใดนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องแล้ว จำเลยได้พูดบอกผู้เสียหายแต่ละคนว่าจำเลยสามารถทำพิธีสะเดาะเคราะห์รดน้ำมนต์ให้ผู้เสียหายทั้งแปดเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งมีปัญหาเรื่องเงินหรือหนี้สินสามารถปลดหนี้สินและขายที่ดินหรือตึกได้ ส่วนผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการเจ็บป่วยปวดที่ขาและปวดเมื่อยที่เข่าจำเลยก็สามารถทำให้หายปวดหายเมื่อยได้ ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 หลงเชื่อจึงได้มอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำเงินไปซื้อแพะมาทำพิธีบวงสรวง การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย เมื่อการหลอกลวงดังกล่าวได้กระทำต่อผู้เสียหายทั้งแปด นายสมศักดิ์รวมทั้งบุคคลอื่นตามแต่วาระและโอกาสโดยไม่จำกัดประเภทบุคคล และหลอกลวงตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่บ้านของนาง ม. บ้านของผู้เสียหายที่ 1 บ้านของผู้เสียหายที่ 6 การกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงประชาชน แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่พูดหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดว่าจะต้องใช้เงินไปซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์และจะทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวย ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวยได้ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ความว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ว่าจะต้องใช้เงินซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 หายจากเจ็บป่วยซึ่งจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 หายจากเจ็บป่วยได้ ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ศาลจึงมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 343 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 296,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343 ประกอบมาตรา 341 ให้จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 296,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 11,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 34,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 และจำนวน 10,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 รวมเป็นเงิน 286,600 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน วันเดือนปีใดไม่ปรากฏชัด จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยทำอุบายทำพิธีกรรมนำโอ่งทำน้ำมนต์มาตั้งพร้อมจัดทำธูปเทียน สายสิญจน์ และหนังสือคัมภีร์อัลกุรอ่านมาวางไว้ ทำพิธีสวดมนต์ภาษาอิสลามทำน้ำมนต์แล้วนำมาพรมบนศีรษะให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปดและพูดหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดว่าจะต้องใช้เงินไปซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์และจะทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวย ความจริงจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดเกิดความร่ำรวยได้ ด้วยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นประชาชน เป็นเหตุให้จำเลยได้รับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งแปดตามจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละรายได้เสียให้แก่จำเลยไปตามที่โจทก์ได้บรรยายไว้ในฟ้องแล้ว และจำเลยได้นำเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งแปดไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิด การกระทำที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดโดยทุจริตและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละคน จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนใดเมื่อวันเดือนปีใดและหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละคนกี่ครั้ง หรือได้เงินจากผู้เสียหายแต่ละรายครั้งละเท่าใด เงินที่ได้จากการหลอกลวงนำไปใช้เป็นค่าซื้อแพะที่ตัว เป็นเงินเท่าใด เงินที่มิได้นำไปซื้อแพะมีเท่าใด หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจะต้องคืนเงินที่รับจากผู้เสียหายแต่ละรายเท่าใดนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 6 ถึงที่ 8 ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน เพิ่งรู้จักจำเลยก็เนื่องจากต้องการให้จำเลยประกอบพิธีกรรมให้ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแต่ละคนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในอันที่จะเบิกความให้ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษทางอาญา ตรงกันข้ามกลับได้ความว่าผู้เสียหายเหล่านั้นมีศรัทธาและเชื่อตามที่จำเลยบอกและยืนยัน การที่จำเลยแสดงความสามารถในการดูดวงและคุยโอ้อวดยืนยันต่อผู้เสียหายว่าจำเลยสามารถทำพิธีเพื่อให้รวย หมดเคราะห์หมดหนี้ หรือทำให้ขายที่ดินหรือตึกได้ ทั้งที่จำเลยไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย และแม้ในส่วนของผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 จะได้ความว่าเป็นผู้ไปขอให้จำเลยช่วยรักษาโรคให้ แต่จำเลยก็มิได้ปฏิเสธว่าไม่สามารถรักษาโรคได้ กลับทำการสะเดาะเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 โดยบอกผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ในทำนองว่าต้องทำพิธีดังกล่าวจึงจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งยังได้ประกอบพิธีทำน้ำมนต์และนำไปอาบให้แก่ผู้เสียหายที่ 7 และที่ 8 และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมบ่อยครั้ง ซึ่งพันตำรวจโทบุญยิ่งพนักงานสอบสวนได้ถ่ายรูปไว้ ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพแสดงหนังสือสวดมนต์อิสลาม ธูปเทียน สายสิญจน์ และโอ่งน้ำมนต์ ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้ในการประกอบพิธีกรรมเพื่อหลอกลวงผู้เสียหายและบุคคลอื่นนั่นเอง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดและบุคคลอื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวจำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งแปดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีอาชีพเป็นหมอดูสะเดาะเคราะห์ และรักษาโรค ในการตรวจดวงจำเลยคิดค่าตรวจดวงคนละ 40 บาท จำเลยทำพิธีกรรมเพื่อเป็นการขอพรจากพระอัลเลาะห์หรือพระเป็นเจ้าให้ประสบผลสำเร็จต่าง ๆ ไม่ได้ยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จตามที่ผู้เสียหายต้องการนั้น เป็นการเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าจะถูกฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงเงินของผู้เสียหายแต่ละคนไปเท่าใดนั้น จึงไม่ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องจำนวนเงินมาแต่แรกนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์และความเสียหายที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้รับโดยละเอียดแล้ว การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปด นายสมศักดิ์รวมทั้งบุคคลอื่นตามแต่วาระและโอกาสโดยไม่จำกัดประเภทบุคคล และหลอกลวงตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่บ้านของนางมาเรียม บ้านของผู้เสียหายที่ 1 บ้านของผู้เสียหายที่ 6 การกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงประชาชนตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่พูดหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดว่า จะต้องใช้เงินไปซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์และจะทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวย ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวยได้ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ความว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ว่าจะต้องใช้เงินซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 หายจากเจ็บป่วยซึ่งจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 หายจากเจ็บป่วยได้ ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ศาลจึงมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จิระวรรณ ศิริบุตร-เกษม เวชศิลป์-ไพโรจน์ วายุภาพ) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายธัญญวรรตร์ วงศ์รัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประเสริฐ โกวิทยา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266630
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายธัญญวรรตร์ วงศ์รัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายประเสริฐ โกวิทยา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025671"
    }
}
date
2549
deka_no
1477/2549
deka_running_no
1477
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "จิระวรรณ ศิริบุตร",
    "เกษม เวชศิลป์",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341",
            "ม. 343"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอะหมัด สิริต"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 343 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 296,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343 ประกอบมาตรา 341 ให้จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 296,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 11,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 34,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 และจำนวน 10,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 รวมเป็นเงิน 286,600 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน วันเดือนปีใดไม่ปรากฏชัด จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยทำอุบายทำพิธีกรรมนำโอ่งทำน้ำมนต์มาตั้งพร้อมจัดทำธูปเทียน สายสิญจน์ และหนังสือคัมภีร์อัลกุรอ่านมาวางไว้ ทำพิธีสวดมนต์ภาษาอิสลามทำน้ำมนต์แล้วนำมาพรมบนศีรษะให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปดและพูดหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดว่าจะต้องใช้เงินไปซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์และจะทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวย ความจริงจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดเกิดความร่ำรวยได้ ด้วยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นประชาชน เป็นเหตุให้จำเลยได้รับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งแปดตามจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละรายได้เสียให้แก่จำเลยไปตามที่โจทก์ได้บรรยายไว้ในฟ้องแล้ว และจำเลยได้นำเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งแปดไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิด การกระทำที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดโดยทุจริตและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละคน จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนใดเมื่อวันเดือนปีใดและหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละคนกี่ครั้ง หรือได้เงินจากผู้เสียหายแต่ละรายครั้งละเท่าใด เงินที่ได้จากการหลอกลวงนำไปใช้เป็นค่าซื้อแพะที่ตัว เป็นเงินเท่าใด เงินที่มิได้นำไปซื้อแพะมีเท่าใด หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจะต้องคืนเงินที่รับจากผู้เสียหายแต่ละรายเท่าใดนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 6 ถึงที่ 8 ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน เพิ่งรู้จักจำเลยก็เนื่องจากต้องการให้จำเลยประกอบพิธีกรรมให้ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแต่ละคนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในอันที่จะเบิกความให้ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษทางอาญา ตรงกันข้ามกลับได้ความว่าผู้เสียหายเหล่านั้นมีศรัทธาและเชื่อตามที่จำเลยบอกและยืนยัน การที่จำเลยแสดงความสามารถในการดูดวงและคุยโอ้อวดยืนยันต่อผู้เสียหายว่าจำเลยสามารถทำพิธีเพื่อให้รวย หมดเคราะห์หมดหนี้ หรือทำให้ขายที่ดินหรือตึกได้ ทั้งที่จำเลยไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย และแม้ในส่วนของผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 จะได้ความว่าเป็นผู้ไปขอให้จำเลยช่วยรักษาโรคให้ แต่จำเลยก็มิได้ปฏิเสธว่าไม่สามารถรักษาโรคได้ กลับทำการสะเดาะเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 โดยบอกผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ในทำนองว่าต้องทำพิธีดังกล่าวจึงจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งยังได้ประกอบพิธีทำน้ำมนต์และนำไปอาบให้แก่ผู้เสียหายที่ 7 และที่ 8 และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมบ่อยครั้ง ซึ่งพันตำรวจโทบุญยิ่งพนักงานสอบสวนได้ถ่ายรูปไว้ ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพแสดงหนังสือสวดมนต์อิสลาม ธูปเทียน สายสิญจน์ และโอ่งน้ำมนต์ ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้ในการประกอบพิธีกรรมเพื่อหลอกลวงผู้เสียหายและบุคคลอื่นนั่นเอง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดและบุคคลอื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวจำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งแปดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีอาชีพเป็นหมอดูสะเดาะเคราะห์ และรักษาโรค ในการตรวจดวงจำเลยคิดค่าตรวจดวงคนละ 40 บาท จำเลยทำพิธีกรรมเพื่อเป็นการขอพรจากพระอัลเลาะห์หรือพระเป็นเจ้าให้ประสบผลสำเร็จต่าง ๆ ไม่ได้ยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จตามที่ผู้เสียหายต้องการนั้น เป็นการเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าจะถูกฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงเงินของผู้เสียหายแต่ละคนไปเท่าใดนั้น จึงไม่ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องจำนวนเงินมาแต่แรกนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์และความเสียหายที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้รับโดยละเอียดแล้ว การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปด นายสมศักดิ์รวมทั้งบุคคลอื่นตามแต่วาระและโอกาสโดยไม่จำกัดประเภทบุคคล และหลอกลวงตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่บ้านของนางมาเรียม บ้านของผู้เสียหายที่ 1 บ้านของผู้เสียหายที่ 6 การกระทำของจำเลยเป็นการฉ้อโกงประชาชนตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว

แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่พูดหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดว่า จะต้องใช้เงินไปซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำการสะเดาะเคราะห์และจะทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวย ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดร่ำรวยได้ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ความว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 ว่าจะต้องใช้เงินซื้อแพะนำมาบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 หายจากเจ็บป่วยซึ่งจำเลยไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 8 หายจากเจ็บป่วยได้ ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ศาลจึงมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000764.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549