คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6316/2548 ฉบับเต็ม

#266669
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6316/2548 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายศักดาหรือหมี พุตติ จำเลย ป.อ. มาตรา 33(1), มาตรา 83, มาตรา 86, มาตรา 339 วรรคสาม, มาตรา 340 ตรี ขณะผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปตามถนน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมี ศ. นั่งซ้อนท้ายตามหลังรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับ ศ. ขับรถจักรยานยนต์ของกลางตามรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 มาด้วยกันตั้งแต่ต้น เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 เครื่องดับ ศ. ได้เล็งอาวุธปืนมาที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 รถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ได้ล้มลง ศ. เข้ามาขับรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 หลบหนีพร้อมกับจำเลย แม้จำเลยจะมิได้ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และมิได้พารถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายที่ 2 ไป แต่จำเลยก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลา หลังจากเกิดเหตุจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไปพร้อมกับ ศ. พฤติการณ์ของจำเลยกับ ศ. เป็นการวางแผนกันมาก่อนและเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการสมคบร่วมกระทำความผิดกับ ศ. เพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด จำเลยกับ ศ. สมคบกันมาตั้งแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยเห็น ศ. พกอาวุธปืนมาด้วย ซึ่งการสมคบกันมาชิงทรัพย์นี้จำเลยย่อมคาดหมายได้ว่า ศ. ย่อมจะใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องด้วยหาได้ไม่ ประกอบกับในการชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพา ศ. มาชิงทรัพย์ ซึ่ง ศ. ได้เล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะ จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมี ศ. นั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายที่ 2 ขับมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งติดตามมาทันเนื่องจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 เกิดเหตุเครื่องดับกะทันหัน แล้วจำเลยกับ ศ. ร่วมกันชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป แสดงให้เห็นว่า หากจำเลยกับ ศ. ไม่ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะขับติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ก็จะไม่สามารถติดตามผู้เสียหายที่ 2 ได้ทัน และทำการชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 สำเร็จ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ อันพึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339, 340 ตรี, 83, 33 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 51,000 บาท แก่เจ้าทรัพย์และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 13 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 51,000 บาท แก่เจ้าทรัพย์และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายบริเวณศีรษะ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมข กาญจนบุรี 129 ของผู้เสียหายที่ 1 ไปตามถนนแสงชูโต หมู่ที่ 9 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีนายศรชัยนั่งซ้อนท้ายตามหลังรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับนายศรชัยขับรถจักรยานยนต์ของกลางตามรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 มาด้วยกันตั้งแต่ต้น เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 เครื่องดับ นายศรชัยได้เล็งอาวุธปืนมาที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 รถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ได้ล้มลง นายศรชัยได้เข้ามาขับรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 หลบหนีพร้อมกับจำเลย แม้จำเลยจะมิได้ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และมิได้พารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ไป แต่จำเลยก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลา หลังจากเกิดเหตุจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไปพร้อมกับนายศรชัย พฤติการณ์ของจำเลยกับนายศรชัยเป็นการวางแผนกันมาก่อนและเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรชัยได้ชวนจำเลยไปชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ ซึ่งจำเลยตกลงโดยจำเลยมีหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ มีนายศรชัยนั่งซ้อนท้าย นายศรชัยมีอาวุธปืนสั้นติดตัวไปด้วย ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพฤติการณ์ของจำเลยเป็นตัวการสบคบร่วมกระทำความผิดกับนายศรชัยเพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยกับนายศรชัยสมคบกันมาตั้งแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยเห็นนายศรชัยพกอาวุธปืนมาด้วย ซึ่งการสมคบกันมาชิงทรัพย์นี้จำเลยย่อมคาดหมายได้ว่านายศรชัยย่อมจะใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องด้วยหาได้ไม่ ประกอบกับในการชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพานายศรชัยมาชิงทรัพย์ซึ่งนายศรชัยได้เล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีนายศรชัยนั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายที่ 2 ขับมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งติดตามมาทันเนื่องจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 เกิดเหตุเครื่องดับกะทันหัน แล้วจำเลยกับนายศรชัยร่วมกันชิงเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป แสดงให้เห็นว่า หากจำเลยกับนายศรชัยไม่ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะขับติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ก็จะไม่สามารถติดตามผู้เสียหายที่ 2 ได้ทัน และทำการชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 สำเร็จ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ อันพึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สบโชค สุขารมณ์-เรวัตร อิศราภรณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุทธินันท์ รักความสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายกษิดิ์เดช จีนสลุต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266669
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายสุทธินันท์ รักความสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายกษิดิ์เดช จีนสลุต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028450"
    }
}
date
2548
deka_no
6316/2548
deka_running_no
6316
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33(1)",
            "ม. 83",
            "ม. 86",
            "ม. 339 วรรคสาม",
            "ม. 340 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศักดาหรือหมี พุตติ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339, 340 ตรี, 83, 33 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 51,000 บาท แก่เจ้าทรัพย์และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 13 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 51,000 บาท แก่เจ้าทรัพย์และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายบริเวณศีรษะ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมข กาญจนบุรี 129 ของผู้เสียหายที่ 1 ไปตามถนนแสงชูโต หมู่ที่ 9 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีนายศรชัยนั่งซ้อนท้ายตามหลังรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับนายศรชัยขับรถจักรยานยนต์ของกลางตามรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 มาด้วยกันตั้งแต่ต้น เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 เครื่องดับ นายศรชัยได้เล็งอาวุธปืนมาที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 รถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ได้ล้มลง นายศรชัยได้เข้ามาขับรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 หลบหนีพร้อมกับจำเลย แม้จำเลยจะมิได้ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และมิได้พารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ไป แต่จำเลยก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลา หลังจากเกิดเหตุจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไปพร้อมกับนายศรชัย พฤติการณ์ของจำเลยกับนายศรชัยเป็นการวางแผนกันมาก่อนและเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรชัยได้ชวนจำเลยไปชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ ซึ่งจำเลยตกลงโดยจำเลยมีหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ มีนายศรชัยนั่งซ้อนท้าย นายศรชัยมีอาวุธปืนสั้นติดตัวไปด้วย ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพฤติการณ์ของจำเลยเป็นตัวการสบคบร่วมกระทำความผิดกับนายศรชัยเพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยกับนายศรชัยสมคบกันมาตั้งแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยเห็นนายศรชัยพกอาวุธปืนมาด้วย ซึ่งการสมคบกันมาชิงทรัพย์นี้จำเลยย่อมคาดหมายได้ว่านายศรชัยย่อมจะใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องด้วยหาได้ไม่ ประกอบกับในการชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพานายศรชัยมาชิงทรัพย์ซึ่งนายศรชัยได้เล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีนายศรชัยนั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายที่ 2 ขับมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งติดตามมาทันเนื่องจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 เกิดเหตุเครื่องดับกะทันหัน แล้วจำเลยกับนายศรชัยร่วมกันชิงเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป แสดงให้เห็นว่า หากจำเลยกับนายศรชัยไม่ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะขับติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ก็จะไม่สามารถติดตามผู้เสียหายที่ 2 ได้ทัน และทำการชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 สำเร็จ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ อันพึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000790.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548