คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2549 ฉบับเต็ม

#266677
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2549 นายวินัย ทองเบ็ญจมาศ โจทก์ นายวสันต์ สวัสดิ์ธานี โดยนายแช่ม สวัสดิ์ธานี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วม โดยที่โจทก์มิได้ฎีกา แม้จำเลยร่วมจะยื่นคำแก้ฎีกา ก็ไม่มีประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 623,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะรับชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 330,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่ในส่วนของค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งให้ตกเป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายแช่ม ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และกรมธรรม์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน แยกความรับผิดออกจากกัน โดยกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดความรับผิดต่อความบาดเจ็บเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน ส่วนกรมธรรม์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระบุความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกอันเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ตั้งแต่ 50,001 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน เมื่อความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้มากกว่า 100,000 บาท จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดชดใช้แทนตามที่ระบุในกรมธรรม์ทั้งสองจำนวน 150,000 บาท จำเลยร่วมไม่ได้นำสืบปฏิเสธในข้อนี้ ขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความผิดของจำเลยร่วม โดยที่โจทก์มิได้ฎีกา แม้จำเลยร่วมจะยื่นคำแก้ฎีกา ก็ไม่มีประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (มนตรี ยอดปัญญา-สบโชค สุขารมณ์-ม. ล. ฤทธิเทพ เทวกุล) ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายธีรทัย เจริญวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายภาติยะ ดวงมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266677
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดทุ่งสง",
        "judge": "นายธีรทัย เจริญวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายภาติยะ ดวงมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024517"
    }
}
date
2549
deka_no
2949/2549
deka_running_no
2949
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ม. ล. ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3) (ก)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวินัย ทองเบ็ญจมาศ"
    },
    {
        "role": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน",
        "name": "นายวสันต์ สวัสดิ์ธานี โดยนายแช่ม สวัสดิ์ธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 623,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะรับชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 330,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่ในส่วนของค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายแช่ม ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และกรมธรรม์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน แยกความรับผิดออกจากกัน โดยกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดความรับผิดต่อความบาดเจ็บเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน ส่วนกรมธรรม์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระบุความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกอันเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ตั้งแต่ 50,001 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน เมื่อความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้มากกว่า 100,000 บาท จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดชดใช้แทนตามที่ระบุในกรมธรรม์ทั้งสองจำนวน 150,000 บาท จำเลยร่วมไม่ได้นำสืบปฏิเสธในข้อนี้ ขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อไปในภายหลังหากศาลพิจารณาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้คดี การเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีก็เพื่อให้ผูกพันในผลแห่งคดี จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับความผิดของจำเลยร่วม โดยที่โจทก์มิได้ฎีกา แม้จำเลยร่วมจะยื่นคำแก้ฎีกา ก็ไม่มีประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000753.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549