คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2548 ฉบับเต็ม

#266700
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2548 บริษัทพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมประเทศไทย จำกัด โจทก์ นายสมชัย บุญเลิศ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 147 ป.พ.พ. มาตรา 387 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายที่ต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาจึงเลิกกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระในงวดดังกล่าวเพราะโจทก์ยังไม่จัดหาธนาคารให้จำเลยกู้เงินมาชำระค่าที่ดินและอาคารงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ประเด็นในคดีจึงมีว่าการที่จำเลยยังไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามที่สัญญาระบุไว้จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นในคดี มิได้นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การแต่อย่างใด แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจะกำหนดว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่เหลือต่อไปอีก 26 งวด ภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน แต่เมื่อจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 8 เป็นต้นมา โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ทั้งเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระเงินงวดสุดท้ายมาเกือบ 1 ปี โจทก์ยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารให้โจทก์อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้ เมื่อจำเลยยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดเวลาที่กำหนด จะถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเลิกกันทันทีไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 เสียก่อน ส่วนหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทไม่ถือว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามไม่ให้จำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 59,800 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 235784 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมอาคารเลขที่ 586/97 จากโจทก์ในราคา 1,509,125 บาท จำเลยชำระเงินในวันจอง 15,000 บาท ส่วนที่เหลือ 1,494,125 บาท ผ่อนชำระ 26 งวด งวดแรกชำระในวันทำสัญญา งวดต่อไปทุกวันที่ 1 ของเดือน งวดสุดท้ายวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร จำเลยชำระเงินแก่โจทก์รวม 25 งวด เป็นเงิน 450,500 บาท คงค้างชำระเงินงวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารแก่โจทก์เพื่อที่จะยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แต่ยังไม่ได้รับสินเชื่อ ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2542 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคาร โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องเพราะเป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยไม่ชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายที่ต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาจึงเลิกกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระในงวดดังกล่าวเพราะโจทก์ยังไม่จัดหาธนาคารให้จำเลยกู้เงินมาชำระค่าที่ดินและอาคารงวดสุดท้ายตามที่ตกลงไว้ ประเด็นในคดีจึงมีว่าการที่จำเลยยังไม่ชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามที่สัญญาระบุไว้จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นในคดีมิได้นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การแต่อย่างใด แม้จะได้วินิจฉัยไปถึงกำหนดเวลาชำระเงินในงวดก่อน ๆ ไว้ด้วยว่าโจทก์ไม่ถือเป็นสาระสำคัญเรื่อยมาด้วยก็ตาม จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยทำให้สัญญาเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวจะกำหนดว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่เหลือ 1,494,125 บาท ต่อไปอีก 26 งวด ภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2540 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 8 เป็นต้นมา โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ทั้งเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระเงินงวดสุดท้ายมาเกือบ 1 ปี โจทก์ก็ยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารเพื่อที่จะยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ไปให้โจทก์อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้เมื่อจำเลยยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 จะถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเลิกกันทันทีไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน ส่วนหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทไม่ถือว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วิเชียร มงคล-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสุขุม นามวิเศษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอภิรัตน์ ลัดพลี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266700
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายสุขุม นามวิเศษ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอภิรัตน์ ลัดพลี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027285"
    }
}
date
2548
deka_no
8305/2548
deka_running_no
8305
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "วิเชียร มงคล",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 147"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 387"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมประเทศไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชัย บุญเลิศ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามไม่ให้จำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 59,800 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 235784 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมอาคารเลขที่ 586/97 จากโจทก์ในราคา 1,509,125 บาท จำเลยชำระเงินในวันจอง 15,000 บาท ส่วนที่เหลือ 1,494,125 บาท ผ่อนชำระ 26 งวด งวดแรกชำระในวันทำสัญญา งวดต่อไปทุกวันที่ 1 ของเดือน งวดสุดท้ายวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร จำเลยชำระเงินแก่โจทก์รวม 25 งวด เป็นเงิน 450,500 บาท คงค้างชำระเงินงวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารแก่โจทก์เพื่อที่จะยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แต่ยังไม่ได้รับสินเชื่อ ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2542 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคาร

โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องเพราะเป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยไม่ชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายที่ต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาจึงเลิกกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระในงวดดังกล่าวเพราะโจทก์ยังไม่จัดหาธนาคารให้จำเลยกู้เงินมาชำระค่าที่ดินและอาคารงวดสุดท้ายตามที่ตกลงไว้ ประเด็นในคดีจึงมีว่าการที่จำเลยยังไม่ชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามที่สัญญาระบุไว้จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นในคดีมิได้นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การแต่อย่างใด แม้จะได้วินิจฉัยไปถึงกำหนดเวลาชำระเงินในงวดก่อน ๆ ไว้ด้วยว่าโจทก์ไม่ถือเป็นสาระสำคัญเรื่อยมาด้วยก็ตาม จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยทำให้สัญญาเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวจะกำหนดว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่เหลือ 1,494,125 บาท ต่อไปอีก 26 งวด ภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2540 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 8 เป็นต้นมา โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ทั้งเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระเงินงวดสุดท้ายมาเกือบ 1 ปี โจทก์ก็ยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารเพื่อที่จะยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ไปให้โจทก์อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้เมื่อจำเลยยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 จะถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเลิกกันทันทีไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน ส่วนหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทไม่ถือว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000779.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548