คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2549 ฉบับเต็ม

#266744
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2549 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมกีหรือสมดี ศิรินนท์ธนเวช ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดย ธรรมของนางทองดี ศิรินนท์ธนเวช ผู้ตาย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138 แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันของคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ต้องเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีหรือที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่ฟ้อง สำหรับคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. จะต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 แต่งตั้งทนายความและในใบแต่งระบุให้ทนายความมีอำนาจประนีประนอมยอมความได้ ก็หมายถึงมอบอำนาจให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะเป็นทายาทของ ท. ตามคำฟ้องเท่านั้น แม้ทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์มีข้อความว่า เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดในฐานะส่วนตัว และในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ผู้ตาย และทำยอมกันนั้นก็หมายความว่าเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่ยอมรับผิดทั้งในฐานะส่วนตัวและฐานะของทายาทของ ท. สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ย่อมมีเจตนายอมตนเข้าผูกพันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทของ ท. มิใช่รับผิดเป็นการส่วนตัว สัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้รับผิดเป็นการส่วนตัว คำพิพากษาตามยอมคงมีผลสมบูรณ์บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้รับผิดในฐานะทายาทของ ท. เท่านั้น ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งเจ็ดยอมร่วมกันชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยโดยวิธีผ่อนชำระเป็นรายเดือนและจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะส่วนตัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทนายความจำเลยทั้งเจ็ดมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามใบแต่งทนาย เมื่อทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในประเด็นแห่งคดี ตกลงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่ต้องพิจารณาว่าเกินคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ การที่ทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเรื่องภายในระหว่างตัวความและทนายความ ไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำพิพากษาตามยอมชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะส่วนตัวหรือไม่ เห็นว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันของคู่ความในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ต้องเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีหรือที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่ฟ้อง สำหรับคดีมีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองดีจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 แต่งตั้งทนายความและในใบแต่งทนายระบุให้ทนายความมีอำนาจประนีประนอมยอมความได้ ก็หมายถึงมอบอำนาจให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะเป็นทายาทของนางทองดีตามคำฟ้องเท่านั้น แม้ทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์มีข้อความว่า เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดในฐานะส่วนตัว และในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองดีผู้ตายและทำยอมว่า จำเลยทั้งเจ็ดยอมร่วมกันชำระเงินจำนวนตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยวิธีผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 2 ปี หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบนั้นก็มีความหมายว่า เฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ยอมรับผิดทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนางทองดี สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ย่อมมีเจตนายอมตนเข้าผูกพันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทของนางทองดี มิใช่รับผิดเป็นส่วนตัว สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้รับผิดเป็นส่วนตัว คำพิพากษาตามยอมคงมีผลสมบูรณ์ บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้รับผิดในฐานะทายาทของนางทองดีเท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะทายาทของนางทองดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ. (สถิตย์ ทาวุฒิ-สุรพล เจียมจูไร-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์) ศาลแพ่ง - นายสมพล โพธิ์กิ่ง ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266744
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสมพล โพธิ์กิ่ง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026335"
    }
}
date
2549
deka_no
669/2549
deka_running_no
669
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดย",
        "name": "นายสมกีหรือสมดี ศิรินนท์ธนเวช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธรรมของนางทองดี ศิรินนท์ธนเวช ผู้ตาย กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งเจ็ดยอมร่วมกันชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยโดยวิธีผ่อนชำระเป็นรายเดือนและจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะส่วนตัว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทนายความจำเลยทั้งเจ็ดมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามใบแต่งทนาย เมื่อทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในประเด็นแห่งคดี ตกลงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่ต้องพิจารณาว่าเกินคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ การที่ทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเรื่องภายในระหว่างตัวความและทนายความ ไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำพิพากษาตามยอมชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะส่วนตัวหรือไม่ เห็นว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันของคู่ความในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ต้องเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีหรือที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่ฟ้อง สำหรับคดีมีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองดีจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 แต่งตั้งทนายความและในใบแต่งทนายระบุให้ทนายความมีอำนาจประนีประนอมยอมความได้ ก็หมายถึงมอบอำนาจให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะเป็นทายาทของนางทองดีตามคำฟ้องเท่านั้น แม้ทนายความจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์มีข้อความว่า เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดในฐานะส่วนตัว และในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองดีผู้ตายและทำยอมว่า จำเลยทั้งเจ็ดยอมร่วมกันชำระเงินจำนวนตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยวิธีผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 2 ปี หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบนั้นก็มีความหมายว่า เฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ยอมรับผิดทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนางทองดี สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ย่อมมีเจตนายอมตนเข้าผูกพันรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทของนางทองดี มิใช่รับผิดเป็นส่วนตัว สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้รับผิดเป็นส่วนตัว คำพิพากษาตามยอมคงมีผลสมบูรณ์ บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้รับผิดในฐานะทายาทของนางทองดีเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะทายาทของนางทองดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000770.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549