คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009 -ที่ 4010/2549 ฉบับเต็ม

#266772
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009 - 4010/2549 พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นายอนันต์หรือเลี่ยม เคล้าดี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก, มาตรา 288, มาตรา 91, มาตรา 83, มาตรา 80 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชักชวนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปรับประทานข้าวต้มด้วยกัน ระหว่างทางจำเลยที่ 3 จอดรถและรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั่งรถไปด้วยโดยเปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดในที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 วิ่งหนีออกไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันรุมชกต่อยผู้เสียหายจนล้มลง ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปได้แล้วจึงช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งสำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมาแต่แรก การพยายามฆ่าผู้เสียหายเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 91, 288, 340 และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,380 บาท ที่ไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80, 288 ประกอบมาตรา 83 อีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสามฐานปล้นทรัพย์คนละ 12 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพยายามฆ่าอีกคนละ 10 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 22 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 16 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 4,380 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก, 83, 288, 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยที่ 3 ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ที่ร้านอาหารสายฝน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2533 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา หลังจากร้านอาหารปิดบริการแล้วจำเลยที่ 3 ชวนนางบัวลา ผู้เสียหาย ไปรับประทานข้าวต้มที่ตลาด ผู้เสียหายตกลงและได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ 3 จอดรถและรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งผู้เสียหายเคยเห็นหน้ามาก่อน จำเลยที่ 3 เปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ต่อไปถึงบนสะพานคลองแร่บริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จอดรถ แล้วจำเลยที่ 3 วิ่งออกไป ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงร่วมกันถอดเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น แหวนทองคำ 1 วง และนาฬิกาข้อมือ 1 เรือน รวมราคา 4,380 บาท ที่ผู้เสียหายสวมอยู่ไป แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองใต้สะพาน จากนั้นจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี ส่วนผู้เสียหายได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมตำรวจ... มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดในที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 วิ่งหนีออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันรุมชกต่อยผู้เสียหายจนล้มลง ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปได้แล้ว จึงช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งสำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมาแต่แรก การพยายามฆ่าผู้เสียหายเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าเป็นความผิดต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกันนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 โดยความผิดฐานปล้นทรัพย์ให้จำคุกคนละ 10 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานพยายามฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วให้จำคุกคนละ 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ-ชัชลิต ละเอียด) ศาลจังหวัดตรัง - นายสุเมธ รักษภักดี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266772
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตรัง",
        "judge": "นายสุเมธ รักษภักดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023418"
    }
}
date
2549
deka_no
4010/2549
deka_running_no
4010
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "ชัชลิต ละเอียด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 340 วรรคแรก",
            "ม. 288",
            "ม. 91",
            "ม. 83",
            "ม. 80"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตรัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนันต์หรือเลี่ยม เคล้าดี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 91, 288, 340 และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,380 บาท ที่ไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80, 288 ประกอบมาตรา 83 อีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสามฐานปล้นทรัพย์คนละ 12 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพยายามฆ่าอีกคนละ 10 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 22 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 16 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 4,380 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก, 83, 288, 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยที่ 3 ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ที่ร้านอาหารสายฝน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2533 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา หลังจากร้านอาหารปิดบริการแล้วจำเลยที่ 3 ชวนนางบัวลา ผู้เสียหาย ไปรับประทานข้าวต้มที่ตลาด ผู้เสียหายตกลงและได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ 3 จอดรถและรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งผู้เสียหายเคยเห็นหน้ามาก่อน จำเลยที่ 3 เปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ต่อไปถึงบนสะพานคลองแร่บริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จอดรถ แล้วจำเลยที่ 3 วิ่งออกไป ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงร่วมกันถอดเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น แหวนทองคำ 1 วง และนาฬิกาข้อมือ 1 เรือน รวมราคา 4,380 บาท ที่ผู้เสียหายสวมอยู่ไป แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองใต้สะพาน จากนั้นจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี ส่วนผู้เสียหายได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมตำรวจ...

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดในที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 วิ่งหนีออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันรุมชกต่อยผู้เสียหายจนล้มลง ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปได้แล้ว จึงช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งสำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมาแต่แรก การพยายามฆ่าผู้เสียหายเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าเป็นความผิดต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกันนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 โดยความผิดฐานปล้นทรัพย์ให้จำคุกคนละ 10 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานพยายามฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วให้จำคุกคนละ 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000743.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009 -
year
2549