คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6774/2548 ฉบับเต็ม

#266780
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6774/2548 นายอภิชาต ธรรมสโรช โจทก์ บริษัททีทีแอนด์ ที จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48, มาตรา 49 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118, มาตรา 121 วรรคสอง การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้วางหลักเกณฑ์ของมาตรฐานการทำงานไว้ และโจทก์ได้รับการประเมินผลงานในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานตลอดมา ไม่มีช่วงใดเลยที่อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้น แม้ประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์จะลดลงไปบ้าง แต่ต้องถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบจึงฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยมีรายได้ลดลงตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ และบริการโทรทางไกลราคาประหยัดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แม้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่เสนอกลยุทธ์ในการตลาดเพื่อแข่งขันกับภายนอก และโจทก์ไม่มีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันกับธุรกิจภายนอกให้เป็นผลสำเร็จดังที่จำเลยอ้าง แต่โจทก์ก็ยังทำงานได้เกณฑ์ตามมาตรฐานของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จำเลยไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ได้ จึงยังไม่ใช่เหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 3,374,258.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 3,174,647 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะครบถ้วนแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดลูกค้าทั่วไป เงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 165,780 บาท วันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้โจทก์ได้และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,282,269 บาท ให้โจทก์รับไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีความสามารถเหมาะสมกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะการณ์ขณะนั้น จำเลยจึงย่อมมีสิทธิที่จะมอบหมายงานในความรับผิดชอบของโจทก์ให้บุคคลซึ่งจำเลยมั่นใจว่าสามารถรับผิดชอบงานได้เป็นผู้รับผิดชอบแทนโจทก์และหาตำแหน่งงานใหม่คือตำแหน่งผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคลอันเป็นตำแหน่งงานอื่นซึ่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิมให้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธที่จะทำงานในตำแหน่งดังกล่าว จำเลยไม่มีตำแหน่งงานอื่นซึ่งเหมาะสมให้แก่โจทก์ จึงต้องเลิกจ้างโจทก์ เช่นนี้ ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เห็นว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โดยศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้วางหลักเกณฑ์ของมาตรฐานการทำงานไว้ว่า ผลการประเมินได้ระดับเอ (บวก) ถือว่าดีกว่ามาตรฐานมาก ระดับเอถือว่าดีกว่ามาตรฐาน ระดับบีถือว่าได้ตามมาตรฐาน ระดับซีต้องปรับปรุง ระดับดีต้องปรับปรุงทันที โจทก์ได้รับการประเมินผลงานจากจำเลยอยู่ในระดับเอซึ่งดีกว่ามาตรฐานตั้งแต่เริ่มทำงานคือวันที่ 1 ตุลาคม 2540 เฉพาะครึ่งปีหลังของปี 2544 เท่านั้น โจทก์จึงได้รับการประเมินผลงานอยู่ในระดับบี ซึ่งก็ยังอยู่ในมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทำผลงานให้แก่จำเลยไว้ในเกณฑ์ดี ไม่มีช่วงใดเลยที่อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้น แม้ประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์จะลดลงไปบ้าง แต่ต้องถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดจึงฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยมีรายได้ลดลงตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ และบริการโทรทางไกลราคาประหยัดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แม้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่เสนอกลยุทธ์ในการตลาดเพื่อแข่งขันกับภายนอก และโจทก์ไม่มีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันกับธุรกิจภายนอกให้เป็นผลสำเร็จดังที่จำเลยอ้าง แต่โจทก์ก็ยังทำงานได้เกณฑ์ตามมาตรฐานของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จำเลยไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ได้ จึงยังไม่ใช่เหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-ชวลิต ยอดเณร-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายสละ เทศรำพรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266780
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสละ เทศรำพรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028047"
    }
}
date
2548
deka_no
6774/2548
deka_running_no
6774
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 48",
            "ม. 49"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 118",
            "ม. 121 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอภิชาต ธรรมสโรช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัททีทีแอนด์ ที จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 3,374,258.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 3,174,647 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะครบถ้วนแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดลูกค้าทั่วไป เงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 165,780 บาท วันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้โจทก์ได้และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,282,269 บาท ให้โจทก์รับไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีความสามารถเหมาะสมกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะการณ์ขณะนั้น จำเลยจึงย่อมมีสิทธิที่จะมอบหมายงานในความรับผิดชอบของโจทก์ให้บุคคลซึ่งจำเลยมั่นใจว่าสามารถรับผิดชอบงานได้เป็นผู้รับผิดชอบแทนโจทก์และหาตำแหน่งงานใหม่คือตำแหน่งผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคลอันเป็นตำแหน่งงานอื่นซึ่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิมให้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธที่จะทำงานในตำแหน่งดังกล่าว จำเลยไม่มีตำแหน่งงานอื่นซึ่งเหมาะสมให้แก่โจทก์ จึงต้องเลิกจ้างโจทก์ เช่นนี้ ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เห็นว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โดยศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้วางหลักเกณฑ์ของมาตรฐานการทำงานไว้ว่า ผลการประเมินได้ระดับเอ (บวก) ถือว่าดีกว่ามาตรฐานมาก ระดับเอถือว่าดีกว่ามาตรฐาน ระดับบีถือว่าได้ตามมาตรฐาน ระดับซีต้องปรับปรุง ระดับดีต้องปรับปรุงทันที โจทก์ได้รับการประเมินผลงานจากจำเลยอยู่ในระดับเอซึ่งดีกว่ามาตรฐานตั้งแต่เริ่มทำงานคือวันที่ 1 ตุลาคม 2540 เฉพาะครึ่งปีหลังของปี 2544 เท่านั้น โจทก์จึงได้รับการประเมินผลงานอยู่ในระดับบี ซึ่งก็ยังอยู่ในมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทำผลงานให้แก่จำเลยไว้ในเกณฑ์ดี ไม่มีช่วงใดเลยที่อยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้น แม้ประสิทธิภาพการทำงานของโจทก์จะลดลงไปบ้าง แต่ต้องถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดจึงฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยมีรายได้ลดลงตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ และบริการโทรทางไกลราคาประหยัดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แม้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่เสนอกลยุทธ์ในการตลาดเพื่อแข่งขันกับภายนอก และโจทก์ไม่มีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันกับธุรกิจภายนอกให้เป็นผลสำเร็จดังที่จำเลยอ้าง แต่โจทก์ก็ยังทำงานได้เกณฑ์ตามมาตรฐานของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์มีความรู้ความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จำเลยไม่สามารถเสนองานในตำแหน่งที่เหมาะสมให้แก่โจทก์ได้ จึงยังไม่ใช่เหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000786.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548