ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2549
บริษัท อาร์ เอ ซี โกลบอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
โจทก์
กรมสรรพากร กับพวก
จำเลย
ป.รัษฎากร มาตรา 19, มาตรา 30, มาตรา 51, มาตรา 52, มาตรา 59, มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 65 ตรี (5)
ป.พ.พ. มาตรา 7, มาตรา 193/31, มาตรา 1120, มาตรา 1121, มาตรา 1122
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), มาตรา 8
โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย เมื่อหักแล้วต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 52 และในการตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย นั้น เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวให้ปฏิบัติตามภายใน 15 วัน ตามมาตรา 51 แห่ง ป.รัษฎากร จึงเป็นกรณีที่ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากร และสิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการตรวจสอบพบว่าโจทก์นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ไม่ครบถ้วนและแจ้งให้โจทก์นำส่งให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระค่าหุ้นจาก น. ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 การที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระค่าหุ้นดังกล่าว แต่กลับลงบัญชีว่าได้ชำระแล้ว เป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นเสมือนให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยและโจทก์จะอ้างการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1120 ถึง 1121 อันเป็นเรื่องการบอกกล่าวให้ชำระค่าหุ้นเป็นเหตุให้ถือว่าผู้ถือหุ้นยังไม่ต้องเสียดอกเบี้ยไม่ได้ด้วย
โจทก์นำเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีบางส่วนไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างโรงงาน รายจ่ายดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ แต่ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4
เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ปัญหาว่าโจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่ามูลค่าคงเหลือตามบัญชีหรือไม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินในปัญหาดังกล่าวจึงยุติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในปัญหาดังกล่าวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 7 (1) มาตรา 8 ประกอบ ป.รัษฎากร มาตรา 30
คำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้ระบุว่าโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ คงบรรยายเพียงว่าโจทก์คัดค้านการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรเท่านั้น การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจึงถือว่ายุติ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งยุติแล้วกลับเป็นไม่ยุติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ
โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนเติมมูลค่า แต่ลงบัญชีว่าได้รับชำระเงินค่าหุ้นเติมมูลค่าถือเป็นการกระทำโดยจงใจ และการที่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุสมควร นั้น มิใช่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าหน้าที่บัญชีของโจทก์ กรณีไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามหนังสือที่ ตส. 2/03012040/1/000001 การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือที่ ตส. 2/03012040/2/000002 และการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามหนังสือที่ ตส. 2/03012040/6/000001 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ. 3)/95/2545 เลขที่ ศภญ. (อธ. 3)/96/2545 เลขที่ ศภญ. (อธ. 3)/97/2545 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 และขอให้งดเรียกเก็บเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะ
จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับปีภาษี 2539 จำนวน 569,093.76 บาท และเงินเพิ่ม 529,257.19 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,098,350.95 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย เมื่อหักแล้วต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร และในการตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวให้ปฏิบัติตามภายใน 15 วัน ตามมาตรา 51 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร และสิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการตรวจสอบพบว่า โจทก์นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายไม่ครบถ้วนและแจ้งให้โจทก์นำส่งให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินรายได้ดอกเบี้ยจากเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 เห็นว่าผู้ถือหุ้นของโจทก์ชำระไม่ครบถ้วนนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระเงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวจากนางนุชนาฎผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการที่โจทก์ยังมิได้รับชำระเงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวจากผู้ถือหุ้น แต่โจทก์กลับลงบัญชีว่าได้ชำระแล้วย่อมเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นนั้นเสมือนการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย และโจทก์จะกลับมาอ้างการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1120 ถึง 1121 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องมีการบอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นก่อนจึงเป็นเหตุให้ถือว่าผู้ถือหุ้นต้องเสียดอกเบี้ยอีกไม่ได้ ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินรายได้ดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่โจทก์ยังมิได้รับชำระจากผู้ถือหุ้นแต่ลงบัญชีว่าได้รับชำระแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน
ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า รายจ่ายดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,910,082.29 บาท เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีที่การไฟฟ้านครหลวงออกให้โจทก์สำหรับการชำระค่าไฟฟ้าเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 ระบุสถานที่ใช้ไฟฟ้าเป็นสถานที่เดียวกันกับที่โจทก์เช่าจากบริษัทรวมทุนไทย จำกัด ซึ่งเป็นสถานที่คนละแห่งกับอาคารโรงงานที่โจทก์อ้างว่าสร้างเสร็จแล้วในเดือนมิถุนายน 2539 ฉะนั้น ที่โจทก์อ้างว่าอาคารโรงงานของโจทก์ก่อสร้างเสร็จและเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2539 จึงไม่น่าเชื่อ ดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2539 จึงมิใช่รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ แต่ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4 การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 เฉลี่ยดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีและนำมารวมเป็นต้นทุนอาคารโรงงานในการหักค่าเสื่อมราคานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน
ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินกรณีโจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่ามูลค่าคงเหลือตามบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์ปัญหาว่าโจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่ามูลค่าคงเหลือตามบัญชีหรือไม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินในปัญหาดังกล่าวจึงยุติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในปัญหาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) มาตรา 8 ประกอบประมวลรัษฎากร มาตรา 30 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน
ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้ระบุว่าโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะอย่างไร คงบรรยายเพียงว่า โจทก์คัดค้านการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่มีปัญหาภาษีธุรกิจเฉพาะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องพิจารณา การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจึงถือว่ายุติ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งยุติแล้วกลับไม่ยุติ เมื่อการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะยุติแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน
ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิตบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มมูลค่า แต่ลงบัญชีว่าได้รับชำระเงินค่าหุ้นเต็มมูลค่า ถือเป็นการกระทำโดยจงใจ และการที่โจทก์ให้กรรมการและพนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้นมิได้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าหน้าที่บัญชีของโจทก์ที่เจ้าพนักงานประเมินลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นชอบด้วยนั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
(ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม-ทองหล่อ โฉมงาม-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล)
ศาลภาษีอากรกลาง - นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ