คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2548 ฉบับเต็ม

#266817
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2548 นายธนภัทร วงศ์มณีโรจน์ โจทก์ บริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคสอง, มาตรา 65 (6) โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลย จำเลยกำหนดเวลาทำงานปกติ 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง วันทำงานปกติ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน การทำงานของโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ณ สถานที่ทำการของจำเลยแต่จะประจำอยู่ที่บ้านโจทก์ เมื่อมีลูกค้าของจำเลยแจ้งต่อจำเลยว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จำเลยจะโทรศัพท์แจ้งโจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการตรวจสอบอุบัติเหตุ เมื่อดำเนินการเสร็จโจทก์เดินทางกลับบ้านเพื่อรอรับโทรศัพท์แจ้งเหตุรายต่อไป ในการตรวจสอบอุบัติเหตุแต่ละครั้ง โจทก์ต้องทำรายงานเพื่อส่งแก่จำเลย งานดังกล่าวของโจทก์จะมีขึ้นต่อเมื่อรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยเกิดอุบัติเหตุซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่ และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 65 (6) การที่โจทก์ประจำอยู่ที่บ้านแม้จะเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเหตุเมื่อได้รับแจ้งจากจำเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอุบัติเหตุให้แก่จำเลยก็ยังถือว่าทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกับโจทก์ได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทำงานวันละกี่ชั่วโมง จึงต้องถือกำหนดเวลาทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 วรรคสอง โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา ถึง 8.30 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมงในวันใด จำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทน 226,991.32 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 39,698.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทน 11,830.66 บาท และจ่ายค่าทำงานในวันหยุด 38,633.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้อง (15 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุที่ประกันภัยไว้กับจำเลย จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งกำหนดเวลาทำงานปกติ 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง วันทำงานปกติ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า งานที่โจทก์ทำเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า การทำงานของโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ณ สถานที่ทำงานของจำเลย แต่จะประจำอยู่ที่บ้าน เมื่อมีลูกค้าของจำเลยแจ้งต่อจำเลยว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จำเลยจะโทรศัพท์แจ้งโจทก์เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบอุบัติเหตุ โจทก์จะเดินทางโดยใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของโจทก์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุก็จะตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุ เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ ถ่ายรูป พิจารณาว่ารถที่เอาประกันไว้กับจำเลยกับรถคู่กรณีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก หากรถที่เอาประกันไว้กับจำเลยเป็นฝ่ายถูกก็จะเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณี หากรถที่เอาประกันไว้กับจำเลยเป็นฝ่ายผิดก็จะออกใบแจ้งเพื่อจัดการซ่อมให้แก่คู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ก็จะไปที่สถานีตำรวจท้องที่เพื่อลงบันทึกประจำวันดำเนินคดีไปตามกฎหมาย เมื่อดำเนินการดังกล่าวข้างต้นเสร็จ โจทก์ก็จะเดินทางกลับไปบ้านพักเพื่อรอรับโทรศัพท์แจ้งเหตุรายต่อไป ในการไปตรวจสอบอุบัติเหตุแต่ละครั้ง โจทก์จะต้องทำรายงานซึ่งประกอบด้วยเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งแผนที่เกิดเหตุเพื่อส่งแก่จำเลย เห็นว่า งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยคือการออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยซึ่งต้องออกไปทำนอกสถานที่ทำการของจำเลย และงานดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยเกิดอุบัติเหตุซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (6) การที่โจทก์ประจำอยู่ที่บ้านแม้จะเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเหตุเมื่อได้รับแจ้งจากจำเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอุบัติเหตุให้แก่จำเลย ก็ยังถือว่าทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยเป็นงานที่ต้องทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (6) และการที่โจทก์เตรียมพร้อมจะทำงานให้จำเลยอยู่ที่บ้านนั้นไม่ใช่การทำงานให้แก่จำเลย นอกจากนี้ แม้จำเลยจะมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กำหนดเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง ก็ใช้สำหรับลูกจ้างของจำเลยที่ทำงานอยู่ ณ ที่ทำการของจำเลยเท่านั้น ไม่อาจใช้กับงานของโจทก์ ซึ่งไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน กรณีนี้นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกับโจทก์ได้มีข้อตกลงให้ทำงานวันละกี่ชั่วโมง จึงต้องถือกำหนดเวลาตามมาตรา 23 วรรคสอง คือ กำหนดให้ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง คดีนี้โจทก์เพียงแต่นำสืบว่าโจทก์ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา 8.30 นาฬิกา วันรุ่งขึ้นโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ในวันใด จำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266817
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034420"
    }
}
date
2548
deka_no
1395/2548
deka_running_no
1395
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 23 วรรคสอง",
            "ม. 65 (6)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธนภัทร วงศ์มณีโรจน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทน 226,991.32 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 39,698.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทน 11,830.66 บาท และจ่ายค่าทำงานในวันหยุด 38,633.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้อง (15 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุที่ประกันภัยไว้กับจำเลย จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งกำหนดเวลาทำงานปกติ 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง วันทำงานปกติ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า งานที่โจทก์ทำเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า การทำงานของโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ณ สถานที่ทำงานของจำเลย แต่จะประจำอยู่ที่บ้าน เมื่อมีลูกค้าของจำเลยแจ้งต่อจำเลยว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จำเลยจะโทรศัพท์แจ้งโจทก์เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบอุบัติเหตุ โจทก์จะเดินทางโดยใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของโจทก์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุก็จะตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุ เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ ถ่ายรูป พิจารณาว่ารถที่เอาประกันไว้กับจำเลยกับรถคู่กรณีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก หากรถที่เอาประกันไว้กับจำเลยเป็นฝ่ายถูกก็จะเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณี หากรถที่เอาประกันไว้กับจำเลยเป็นฝ่ายผิดก็จะออกใบแจ้งเพื่อจัดการซ่อมให้แก่คู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ก็จะไปที่สถานีตำรวจท้องที่เพื่อลงบันทึกประจำวันดำเนินคดีไปตามกฎหมาย เมื่อดำเนินการดังกล่าวข้างต้นเสร็จ โจทก์ก็จะเดินทางกลับไปบ้านพักเพื่อรอรับโทรศัพท์แจ้งเหตุรายต่อไป ในการไปตรวจสอบอุบัติเหตุแต่ละครั้ง โจทก์จะต้องทำรายงานซึ่งประกอบด้วยเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งแผนที่เกิดเหตุเพื่อส่งแก่จำเลย เห็นว่า งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยคือการออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยซึ่งต้องออกไปทำนอกสถานที่ทำการของจำเลย และงานดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยเกิดอุบัติเหตุซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (6) การที่โจทก์ประจำอยู่ที่บ้านแม้จะเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเหตุเมื่อได้รับแจ้งจากจำเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอุบัติเหตุให้แก่จำเลย ก็ยังถือว่าทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยเป็นงานที่ต้องทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (6) และการที่โจทก์เตรียมพร้อมจะทำงานให้จำเลยอยู่ที่บ้านนั้นไม่ใช่การทำงานให้แก่จำเลย นอกจากนี้ แม้จำเลยจะมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กำหนดเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง ก็ใช้สำหรับลูกจ้างของจำเลยที่ทำงานอยู่ ณ ที่ทำการของจำเลยเท่านั้น ไม่อาจใช้กับงานของโจทก์ ซึ่งไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน กรณีนี้นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกับโจทก์ได้มีข้อตกลงให้ทำงานวันละกี่ชั่วโมง จึงต้องถือกำหนดเวลาตามมาตรา 23 วรรคสอง คือ กำหนดให้ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง คดีนี้โจทก์เพียงแต่นำสืบว่าโจทก์ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา 8.30 นาฬิกา วันรุ่งขึ้นโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ในวันใด จำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000845.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548