คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2549 ฉบับเต็ม

#266876
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2549 ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดชาญมอเตอร์ไบค์ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ป.พ.พ. มาตรา 1070, มาตรา 1077, มาตรา 1080, มาตรา 1087 คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การโต้แย้งว่าหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070, 1077 (2), 1080 และมาตรา 1087 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่าตนเองมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอีกได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีจำนวน 5,813,980.32 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย คดีย่อมมีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังยุติได้ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 13982/2537 ซึ่งให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 3,008,003.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,380,175.92 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 420,872.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาตามยอมและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดียึดสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 1939/52, 1939/53 และ 1939/54 - 56 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 ได้เงินจำนวน 1,450,000 บาท ไม่เพียงพอชำระหนี้ ตามสำเนาบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 โดยยอดหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,813,980.32 บาท จำเลยที่ 2 เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดินเลขที่ 24865 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร แต่ได้โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วในราคา 500,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การโต้แย้งว่าหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070, 1077 (2), 1080 และมาตรา 1087 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่าตนเองมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอีกได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีจำนวน 5,813,980.32 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งจำเลยที่ 2 เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1 แปลง แต่ไม่ได้นำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์กลับนำไปขายให้แก่บุคคลภายนอก แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่พยายามชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยสุจริต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ. (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สมชาย พงษธา-ดิเรก อิงคนินันท์) ศาลล้มละลายกลาง - นางสาวอัจฉรา ประจันนวล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266876
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นางสาวอัจฉรา ประจันนวล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021787"
    }
}
date
2549
deka_no
6017/2549
deka_running_no
6017
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สมชาย พงษธา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1070",
            "ม. 1077",
            "ม. 1080",
            "ม. 1087"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดชาญมอเตอร์ไบค์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังยุติได้ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 13982/2537 ซึ่งให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 3,008,003.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,380,175.92 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 420,872.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาตามยอมและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดียึดสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 1939/52, 1939/53 และ 1939/54 - 56 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 ได้เงินจำนวน 1,450,000 บาท ไม่เพียงพอชำระหนี้ ตามสำเนาบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 โดยยอดหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,813,980.32 บาท จำเลยที่ 2 เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดินเลขที่ 24865 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร แต่ได้โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วในราคา 500,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การโต้แย้งว่าหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070, 1077 (2), 1080 และมาตรา 1087 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่าตนเองมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอีกได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีจำนวน 5,813,980.32 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งจำเลยที่ 2 เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1 แปลง แต่ไม่ได้นำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์กลับนำไปขายให้แก่บุคคลภายนอก แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่พยายามชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยสุจริต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000728.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549