คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2549 ฉบับเต็ม

#266993
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2549 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมชาย ถินปวัติ จำเลย ป.อ. มาตรา 90 การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราก็ไม่ทำให้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-2364 กรุงเทพมหานคร ไปในทางตามถนนราชสีมาจากสี่แยกกองพล 1 มุ่งหน้าไปสี่แยกการเรือนในขณะเมาสุรา ถึงบริเวณหน้าสถาบันราชภัฏสวนดุสิต จำเลยขับรถตามหลังรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็ว เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้าลดความเร็วลงเมื่อเข้ามาใกล้ทางแยก ในภาวะเช่นนั้นจำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยไม่ขับรถมาด้วยความเร็วและต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อจะหยุดได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถตามหลังรถคันหน้ามาด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิด เมื่อรถคันที่อยู่ด้านหน้าหยุด จำเลยจึงหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถของจำเลยชนท้ายรถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 จำคุก 2 เดือน และมาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง จนกว่าจะครบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาในการกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด แม้ความผิดทั้งสองฐานจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตราเดียวกัน แต่ก็ต่างอนุมาตรากันและบทลงโทษก็บัญญัติไว้คนละมาตรา การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำ ความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราตามที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-บุญส่ง น้อยโสภณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
266993
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026213"
    }
}
date
2549
deka_no
884/2549
deka_running_no
884
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "บุญส่ง น้อยโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชาย ถินปวัติ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-2364 กรุงเทพมหานคร ไปในทางตามถนนราชสีมาจากสี่แยกกองพล 1 มุ่งหน้าไปสี่แยกการเรือนในขณะเมาสุรา ถึงบริเวณหน้าสถาบันราชภัฏสวนดุสิต จำเลยขับรถตามหลังรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็ว เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้าลดความเร็วลงเมื่อเข้ามาใกล้ทางแยก ในภาวะเช่นนั้นจำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยไม่ขับรถมาด้วยความเร็วและต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อจะหยุดได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถตามหลังรถคันหน้ามาด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิด เมื่อรถคันที่อยู่ด้านหน้าหยุด จำเลยจึงหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถของจำเลยชนท้ายรถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 จำคุก 2 เดือน และมาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง จนกว่าจะครบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาในการกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด แม้ความผิดทั้งสองฐานจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตราเดียวกัน แต่ก็ต่างอนุมาตรากันและบทลงโทษก็บัญญัติไว้คนละมาตรา การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำ

ความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราตามที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000769.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549