คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2548 ฉบับเต็ม

#267036
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2548 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายหวังหรือวัง ชินหยวน จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, มาตรา 65, มาตรา 66 เฮโรอีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 การส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม ขึ้นไปตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นการส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 189.761 กรัม เกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลากลางวันจำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 ห่อ น้ำหนัก 293.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.761 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย โดยนำเฮโรอีนดังกล่าวบรรจุในถุงพลาสติก 4 ซองพันด้วยแถบกาวติดไว้กับรอบโคนขาด้านในกางเกงทั้งสองข้าง ข้างละ 2 ซอง และกำลังจะรอขึ้นเครื่องบินออกไปนอกราชอาณาจักรจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เนื่องจากเจ้าพนักงานตรวจพบเสียก่อน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 7, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 90 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองและพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1), 80 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบเฮโรอีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ด้วย ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้ของกลางเป็นเฮโรอีน 4 ห่อ น้ำหนัก 293.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.761 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักร พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนของกลาง ไม่ได้มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ได้พยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนของกลางเพื่อจำหน่านนั้น เห็นว่า เฮโรอีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 การส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม (0.375 กรัม) ขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นการส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 189.761 กรัม เกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม (0.375 กรัม) จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาขอให้ศาลฎีกากำหนดโทษจำเลยน้อยลงนั้น เห็นว่า ความผิดฐานส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ" โทษที่ลงแก่จำเลยจึงเป็นโทษประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดและถูกต้องแล้วศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ และกรณีไม่มีเหตุให้กำหนดโทษน้อยลง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267036
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035054"
    }
}
date
2548
deka_no
595/2548
deka_running_no
595
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 65",
            "ม. 66"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายหวังหรือวัง ชินหยวน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลากลางวันจำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 ห่อ น้ำหนัก 293.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.761 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย โดยนำเฮโรอีนดังกล่าวบรรจุในถุงพลาสติก 4 ซองพันด้วยแถบกาวติดไว้กับรอบโคนขาด้านในกางเกงทั้งสองข้าง ข้างละ 2 ซอง และกำลังจะรอขึ้นเครื่องบินออกไปนอกราชอาณาจักรจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เนื่องจากเจ้าพนักงานตรวจพบเสียก่อน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 7, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 90 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองและพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1), 80 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ด้วย ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้ของกลางเป็นเฮโรอีน 4 ห่อ น้ำหนัก 293.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.761 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักร

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนของกลาง ไม่ได้มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ได้พยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนของกลางเพื่อจำหน่านนั้น เห็นว่า เฮโรอีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 การส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม (0.375 กรัม) ขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นการส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 189.761 กรัม เกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม (0.375 กรัม) จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาขอให้ศาลฎีกากำหนดโทษจำเลยน้อยลงนั้น เห็นว่า ความผิดฐานส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ" โทษที่ลงแก่จำเลยจึงเป็นโทษประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดและถูกต้องแล้วศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ และกรณีไม่มีเหตุให้กำหนดโทษน้อยลง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000851.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548