คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2549 ฉบับเต็ม

#267062
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2549 บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายวรกิตติ ศรีเกตุนิ่ม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 199 เบญจ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ จึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว จึงเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในข้อที่โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์นี้แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งกระทำละเมิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยและได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกัน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากจำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ ณ ภูมิลำเนาตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องมาตั้งแต่ปี 2527 จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา หากจำเลยได้มีโอกาสต่อสู้คดีย่อมจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผู้เอาประกันภัยและจำเลยได้ประนีประนอมยอมความกันแล้วโดยต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีอย่างใดซึ่งกันและกัน ขอให้พิจารณาคดีใหม่ โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยื่นเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า "คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว แม้จำเลยมิได้ฎีกาในข้อที่โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์นี้แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของโจทก์และฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-สุรพล เจียมจูไร-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267062
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024711"
    }
}
date
2549
deka_no
2770/2549
deka_running_no
2770
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 199 เบญจ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวรกิตติ ศรีเกตุนิ่ม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งกระทำละเมิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยและได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกัน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากจำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ ณ ภูมิลำเนาตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องมาตั้งแต่ปี 2527 จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา หากจำเลยได้มีโอกาสต่อสู้คดีย่อมจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผู้เอาประกันภัยและจำเลยได้ประนีประนอมยอมความกันแล้วโดยต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีอย่างใดซึ่งกันและกัน ขอให้พิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยื่นเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า "คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว แม้จำเลยมิได้ฎีกาในข้อที่โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์นี้แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของโจทก์และฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000755.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549