คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2549 ฉบับเต็ม

#267078
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2549 นางเพ็ชรรัตน์ สมภักดี โจทก์ นายวรวุฒิ สิทธิธัญญาการ หรือ นายวรเชษฐ์ รัตน์วิโรจน์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้นที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออก คำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินที่โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันให้แก่โจทก์ตามส่วนในคำพิพากษา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ สมภักดี ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งนายสุรพงษ์และจำเลยเป็นเจ้าของรวม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14913 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุรพงษ์ สมภักดี จำนวน 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน ให้แก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ โดยให้มีเนวเขตที่ดินตามที่นายสุรพงษ์ครอบครองในกรอบรูปแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เริ่มจากทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับแม่น้ำสุพรรณบุรีไปทางด้านที่ติดกับที่ดินจำเลยให้ได้ 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน และให้กระทบต่อสิ่งปลูกสร้างของโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียหายน้อยที่สุด หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นบังคับจำเลยฝ่ายเดียวไม่ได้บังคับโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษา หากโจทก์เพิกเฉยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรับคำขอรังวัดของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีและขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นยกคำขอของจำเลยที่ขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะออกคำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยได้นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" จากบทกฎหมายดังกล่าวนี้บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (มนตรี ยอดปัญญา-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267078
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024403"
    }
}
date
2549
deka_no
3090/2549
deka_running_no
3090
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเพ็ชรรัตน์ สมภักดี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายวรวุฒิ สิทธิธัญญาการ หรือ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวรเชษฐ์ รัตน์วิโรจน์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ สมภักดี ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งนายสุรพงษ์และจำเลยเป็นเจ้าของรวม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14913 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุรพงษ์ สมภักดี จำนวน 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน ให้แก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ โดยให้มีเนวเขตที่ดินตามที่นายสุรพงษ์ครอบครองในกรอบรูปแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เริ่มจากทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับแม่น้ำสุพรรณบุรีไปทางด้านที่ติดกับที่ดินจำเลยให้ได้ 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน และให้กระทบต่อสิ่งปลูกสร้างของโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียหายน้อยที่สุด หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นบังคับจำเลยฝ่ายเดียวไม่ได้บังคับโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษา หากโจทก์เพิกเฉยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรับคำขอรังวัดของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีและขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นยกคำขอของจำเลยที่ขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะออกคำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยได้นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" จากบทกฎหมายดังกล่าวนี้บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000752.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549