คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549 ฉบับเต็ม

#267079
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549 บริษัทมิตซูนครปฐม (ตั้งเฮงฮวด) จำกัด โจทก์ นางศิริพร แสงจันทร์ กับพวก จำเลย นายบุญธรรม บรรจงจิตต์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 291, มาตรา 691 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 172, มาตรา 177 วรรคสาม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยอย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วโจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชาย ก. ทายาทของจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชาย ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ทั้งการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 157,020 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 306,000 บาท และค่าเสื่อมราคาอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนพร้อมดอกบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 463,020 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสื่อมราคา ค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียหายใด ๆ และจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถเก่าที่โจทก์ใช้งานมานานแล้วจึงมีการเสื่อมสภาพและเสื่อมราคา ราคารถยนต์ที่โจทก์เรียกร้อง 157,020 บาท มิใช่ราคาที่แท้จริงเพราะได้รวมดอกเบี้ยไว้ ด้วยค่าเสื่อมราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกมาฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาแก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำระกันระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสิทธิใดที่เป็นของจำเลยที่ 1 จะใช้ในการเรียกร้องหรือต่อสู้คดีกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างอิงและมีคำขอบังคับได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมจึงเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับฟ้องเดิมได้ การที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ-วิรัช ลิ้มวิชัย) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267079
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023523"
    }
}
date
2549
deka_no
3932/2549
deka_running_no
3932
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 291",
            "ม. 691"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 172",
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทมิตซูนครปฐม (ตั้งเฮงฮวด) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางศิริพร แสงจันทร์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญธรรม บรรจงจิตต์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 157,020 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 306,000 บาท และค่าเสื่อมราคาอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนพร้อมดอกบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 463,020 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสื่อมราคา ค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียหายใด ๆ และจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถเก่าที่โจทก์ใช้งานมานานแล้วจึงมีการเสื่อมสภาพและเสื่อมราคา ราคารถยนต์ที่โจทก์เรียกร้อง 157,020 บาท มิใช่ราคาที่แท้จริงเพราะได้รวมดอกเบี้ยไว้ ด้วยค่าเสื่อมราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกมาฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาแก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำระกันระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสิทธิใดที่เป็นของจำเลยที่ 1 จะใช้ในการเรียกร้องหรือต่อสู้คดีกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างอิงและมีคำขอบังคับได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมจึงเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ แสงจันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับฟ้องเดิมได้ การที่สัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งจนสิ้นเชิงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000744.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549