ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2549
นางสาวพิทยา ปลัดร้อย กับพวก
โจทก์
นายจำนงค์ แสงมณี
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 248
โจทก์ฟ้องขับไล่พร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ โจทก์ฟ้องขับไล่และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาย่อมถือว่าในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของโจทก์มีพิรุธฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา
ในเรื่องค่าเสียหาย ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 คำนวณถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นศาลฎีกาเกินสองแสนบาทไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 103067 และ 103068 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยซื้อมาจากจำเลยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2539 โจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยตกลงว่าจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากโจทก์ภายในวันที่ 20 มกราคม 2540 ในราคา 2,300,000 บาท หากพ้นกำหนด จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยผิดข้อตกลง โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ทั้งสองในภาพเรียบร้อยและชำระค่าเสียหายจำนวน 495,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายดังกล่าวอีกเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103067 และ 103068 ตำบลสีกัน (สองห้อง) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร และให้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 298/3 หมู่ที่ 1 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลย ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวคืนจากโจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.4 แต่จำเลยไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่า อสังหาริมทรัพย์นั้นมีค่าเช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งอสงเดือนละ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 7,000 บาท โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ย่อมถือว่าในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของโจทก์ทั้งสองมีพิรุธฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญา เป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ส่วนในเรื่องค่าเสียหาย ปรากฏว่าค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 คำนวณถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นศาลฎีกาเกินสองแสนบาท ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท เป็นจำนวนมากเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 กำหนดค่าเสียหายกรณีจำเลยผิดสัญญาและไม่ขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปตามกำหนดเดือนละ 15,000 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่มากเกินไปจึงได้ใช้ดุลพินิจลดลงเหลือเดือนละ 7,000 บาท และศาลอุทธรณ์เห็นด้วยว่าเป็นจำนวนเหมาะสม นับเป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น คงอ้างเพียงลอย ๆ ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทมิได้อยู่ติดกับถนนใหญ่ ต้องเข้าซอยแยกนับระยะทางเป็นกิโลเมตร ค่าเสียหายไปควรเกิน 2,000 บาท เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
(ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 หรือมาตรา 248 สำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์และมีคำขอบังคับให้ชำระค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องซึ่งเป็นคำขอเกี่ยวข้องกันไม่อาจแยกจากกันได้จะถือหลักอย่างไร ฎ.1084/2508 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าและเรียกให้จำเลยใช้เงินเกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ฎ.2406/2516 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่ามีค่าเช่าก่อนฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท แต่เรียกค่าเสียหายก่อนฟ้องเกิน 50,000 บาท คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ฎ.5930/2539 โจทก์ฟองขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกันออกจากที่พิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราเช่าเดือนละ 1,500 บาท กับเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายก่อนฟ้องรวมเป็นเงิน 67,500 บาท จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง มิได้กล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงเป็นคดีที่ฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 ตาม ฎ.5930/2539 นี้ ค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายก่อนฟ้องเกินกว่า 50,000 บาท แม้ค่าเช่ารายเดือนในขณะฟ้องเพียงเดือนละ 1,500 บาท ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 แต่ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แสดงว่าตาม ฎ.1084/2508, ฎ.2406/2516, ฎ.5930/2539 ศาลฎีกาถือหลักว่าการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาจะต้องพิจารณาด้วยกันทั้งสองคำขอ กล่าวคือหากคำขอใดคำขอหนึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงแล้ว ต้องถือว่าคดีดังกล่าวทั้งคดีไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง ฎ.6637/2544 แม้คำขอขับไล่มีค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีนี้เป็นทั้งคดีไม่มีทุนทรัพย์และคดีมีทุนทรัพย์รวมกันมา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 125,920 บาท เกินกว่า 50,000 บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นคดีฟ้องขับไล่ แต่จำเลยยังมีสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นส่วนคดีมีทุนทรัพย์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ และเห็นได้ชัดว่าคดีส่วนทุนทรัพย์ตามฟ้อง และที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตาม ฎ.6637/2544 ข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ดูจะไม่ค่อยชัดเจนว่า คดีนี้ทั้งคดีถือว่าเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ถ้อยคำของศาลฎีกาที่ว่า ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวและต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่นั้น อาจแปลความได้ว่าเป็นย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ทุกข้อไม่ว่าจะเป็นอุทธรณ์ในเรื่องขับไล่หรือค่าเสียหายก่อนฟ้อง แต่เข้าใจว่าคดีนี้ จำเลยคงจะอุทธรณ์ทั้งในเรื่องขับไล่และค่าเสียหายมาด้วย หากเป็นเช่นนี้ แสดงว่าศาลฎีกาเดินตามแนว ฎ.1084/2508 ฎ.2406, ฎ.5930/2539 แต่มี ฎ.9230/2544 วินิจฉัยทำนองว่า การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต้องพิจารณาคำขอสองส่วนดังกล่าวแยกออกจากกันโดยวินิจฉัยชัดเจนว่า เมื่อฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่มีค่าเช่าเกินกว่าเดือนละ 10,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเพียง 132,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่เสียหายหรือหากเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 10,500 บาทนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ตาม ฎ.9230/2544 วินิจฉัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามมาตรา 224 และมาตรา 248 แตกต่างไปจากแนวเดิมที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยมากล่าวคือ ศาลฎีกาคดีนี้เห็นว่า การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแยกตามคำขอให้บังคับขับไล่กับคำขอเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องออกจากกันทำนองเดียวกับการพิจารณาแยกออกตามรายข้อหา การแปลความเช่นนี้ จึงอาจทำให้ผลของคดีตามรายข้อหาดังกล่าวแตกต่างหรือขัดแย้งกันได้ ทั้ง ๆ ที่คำขอในส่วนค่าเช่าและค่าเสียหายก่อนฟ้องเป็นคำขอที่ต้องอาศัยคำขอบังคับขับไล่เป็นสำคัญ มิใช่เป็นคำขอที่แยกต่างหากจากคำขอบังคับขับไล่ เมื่อคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์แม้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 244 และมาตรา 248 ได้บัญญัติแยกคดีขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ออกจากคดีไม่มีทุนทรัพย์ประเภทอื่น การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่น่าจะนำหลักเรื่องคำขอหลักหรือคำขอประธาน กับคำขอต่อเนื่องมาใช้ในการพิจารณาเหมือนอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ประเภทอื่นที่มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อีก แต่ก็มีคำพิพากษาฎีกาที่นำหลักคำขอหลักกับคำขอต่อเนื่องมาใช้ คือ ฎ.534/2538 ซึ่งวินิจฉัยโดยถือเอาคำขอบังคับขับไล่เป็นหลักในการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์ ฎ.534/2538 คดีฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าซึ่งอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท เมื่อโจทก์เรียกค่าเสียหายก่อนฟ้องซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชำระจำนวน 135,433 บาทแก่โจทก์ มาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 (ฎ.2224/2534) อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีแนว ฎ.3819/2545 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้ความว่าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาท ศาลชั้นต้นฟังว่าห้องพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 3,000 บาท เมื่อคำนวณค่าเช่าก่อนฟ้องแล้วเกินกว่า 200,000 บาท ศาลฎีกามิได้ยกข้อต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ขึ้นอ้าง แต่ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความยกขึ้นเป็นข้อฎีกา และ ฎ.5302/2548 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ตาม ฎ.5302/2548 นี้ ค่าเสียหายรายเดือนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับถัดจากวันฟ้องเพียงเดือนละ 3,500 บาท แสดงว่าค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องก็ต้องไม่เกิน 4,000 บาท แต่ศาลฎีกาก็มิได้ถือเอาคำขอบังคับขับไล่เป็นหลักดังเช่น ฎ534/2538 เพราะหากถือเช่นนั้น คดีนี้ก็จะต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ขณะเดียวกันก็มิได้แยกพิจารณาเป็นรายคำขอดังเช่น ฎ.9230/2544 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ทั้งคดีเป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลว่า แม้คำขอขับไล่จะมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท แต่เมื่อคำขอเรียกค่าเสียหายก่อนฟ้องจำนวน 170,000 บาท ซึ่งเกิน 50,000 บาท คดีไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 แต่ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะไม่เกิน 200,000 บาท ตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ จึงสอดคล้องกับ ฎ.3819/2545 ฎ.5302/2548 ยังวินิจฉัยอีกว่า เมื่อคดีเดิมต้องห้ามให้ฎีกาในข้อเท็จจริงในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นสาขาคดีก็ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ที่จำเลยฎีกาในชั้นบังคับคดีว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองในปัจจุบันเป็นที่สาธารณะและอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ การขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการบังคับคดีนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักบานของศาลที่รับฟังว่าจำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เท่าที่ผ่านมา จึงอาจกล่าวได้ว่าศาลฎีกาได้ถือตามแนว ฎ.1084/2508, ฎ.2406/2516, ฎ.5930/2539 เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และมาตรา 249 ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์และมีคำขอบังคับให้ชำระค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องมาด้วย กล่าวคือ เมื่อคำขอบังคับขับไล่และคำขอเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหาย ก่อนฟ้องเป็นคำขอเกี่ยวข้องกันไม่อาจแยกจากกันได้ การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกา จะต้องพิจารณาด้วยกันทั้งสองคำขอ หากคำขอใดคำขอหนึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง ก็ต้องถือว่าทั้งคดีไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง แต่คำพิพากษาฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ กลับย้อนไปถือหลักตาม ฎ.9230/2544 ซึ่งมีผลทำให้เกิดปัญหาว่าการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีที่มำขอบังคับขับไล่และเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องปนกันมา โดยคำขอดังกล่าวทั้งสองคำขอมิได้แยกต่างหากเป็นเอกเทศจากกัน จะใช้หลักอย่างไรในการพิจารณาถึงสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความ เมื่อแนวคำพิพากษาของศาลฎีกายังคงกลับไปมาเช่นนี้ จึงเป็นปัญหาสมควรที่ศาลฎีกาจักได้พิจารณาวางแนวบรรทัดฐานที่จริงจังให้ชัดเจนต่อไป สมชัย ฑีฆาอุตมากร