คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2549 ฉบับเต็ม

#267120
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2549 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายสุริยา อมฤทธิ์ จำเลย กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 334 ป.วิ.อ. มาตรา 84 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้โทรศัพท์ซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะของผู้เสียหายแล้วโทรศัพท์ออกไป หลังจากนั้นศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยความหมายของคำว่า "โทรศัพท์" ตามที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 ให้ความหมายไว้ว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทาง ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งแล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการสืบค้นจากหนังสืออ้างอิงที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถทราบได้เมื่อเปิดดูจากหนังสือดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีมิใช่เป็นการรับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะหมายเลข 249835 ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดอุดรธานีไป คิดเป็นเงิน 106 บาท โดยจำเลยใช้โทรศัพท์ชนิดกดหมายเลขในตัวซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงออกไป หนีบต่อเข้ากับขั้วกันฟ้าโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์ดังกล่าวแล้วโทรศัพท์ออกโดยไม่ต้องหยอดเหรียญ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และริบของกลาง กับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 106 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (ที่ถูก มาตรา 335 (1) วรรคหนึ่ง) ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบโทรศัพท์ สายโทรศัพท์พร้อมที่หนีบโทรศัพท์จำนวน 1 ชุด ของกลาง และให้จำเลยใช้เงินจำนวน 106 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยใช้โทรศัพท์ชนิดกดหมายเลขในตัวซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงที่ปลายสายอีกข้างหนึ่งมีที่หนีบใช้ต่อกับขั้วกันฟ้าโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทำให้จำเลยสามารถต่อโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องหยอดเหรียญชำระค่าโทรศัพท์ จำเลยใช้วิธีการดังกล่าวต่อโทรศัพท์ออกไป ทำให้โทรศัพท์สาธารณะเครื่องดังกล่าวมีการโทรออก แต่จำนวนเงินที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ขาดจำนวนไป 106 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปในเส้นลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทางที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูด เมื่อจำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เกิดเหตุไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานี้โจทก์มิได้นำสืบแต่เป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยไปตามที่รับรู้เอง ซึ่งมิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปนั้น เห็นว่า ก่อนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้โทรศัพท์ซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วโทรศัพท์ออกไปทำให้จำนวนเงินที่บันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนั้นขาดจำนวนไป 106 บาท หลังจากนั้นศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยความหมายของคำว่า "โทรศัพท์" ตามที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 หน้าที่ 250 ให้ความหมายไว้ว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทาง ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายเป็นการเอาไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการสืบค้นจากหนังสืออ้างอิงที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถทราบได้เมื่อเปิดดูจากหนังสือดังกล่าวโดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีหาเป็นการรับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษทุก 4 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4. (มนตรี ยอดปัญญา-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 วรรคสอง (1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรู้ได้เอง เพราะเมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนรู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว ก็เป็นเหตุผลที่ศาลไม่ควรงดที่จะรับรู้เสียได้ ทั้งไม่ควรที่จะให้คู่ความพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น เพราะถึงแม้จะสืบไปก็คงได้ความอย่างที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วเป็นที่แน่นอนนั่นเอง ความรู้ที่ว่าโทรศัพท์ทำงานอย่างไร ย่อมรู้กันอยู่ทั่วไปเป็นที่แน่นอนและรู้ได้โดยง่าย เพียงแต่เปิดดูจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 ศาลจึงนำความรู้ดังกล่าวที่ศาลรู้ได้เองมาวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนที่คู่ความมิได้นำสืบ แต่ความรู้มิใช่จะเป็นสิ่งที่ศาลรู้ได้เองไปทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องยากไม่อาจรู้ได้โดยง่าย จะให้ศาลรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ทำสืบคงไม่ได้ คู่ความจึงต้องนำผู้เชี่ยวชาญมาสืบถึงความรู้ที่มีลักษณะดังกล่าวด้วยเสมอ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267120
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022649"
    }
}
date
2549
deka_no
4944/2549
deka_running_no
4944
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "กฎหมายลักษณะอาญา",
        "law_abbr": "กฎหมายลักษณะอาญา",
        "sections": [
            "ม. 334"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 84"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุริยา อมฤทธิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะหมายเลข 249835 ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดอุดรธานีไป คิดเป็นเงิน 106 บาท โดยจำเลยใช้โทรศัพท์ชนิดกดหมายเลขในตัวซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงออกไป หนีบต่อเข้ากับขั้วกันฟ้าโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์ดังกล่าวแล้วโทรศัพท์ออกโดยไม่ต้องหยอดเหรียญ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และริบของกลาง กับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 106 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (ที่ถูก มาตรา 335 (1) วรรคหนึ่ง) ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบโทรศัพท์ สายโทรศัพท์พร้อมที่หนีบโทรศัพท์จำนวน 1 ชุด ของกลาง และให้จำเลยใช้เงินจำนวน 106 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยใช้โทรศัพท์ชนิดกดหมายเลขในตัวซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงที่ปลายสายอีกข้างหนึ่งมีที่หนีบใช้ต่อกับขั้วกันฟ้าโทรศัพท์ที่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทำให้จำเลยสามารถต่อโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องหยอดเหรียญชำระค่าโทรศัพท์ จำเลยใช้วิธีการดังกล่าวต่อโทรศัพท์ออกไป ทำให้โทรศัพท์สาธารณะเครื่องดังกล่าวมีการโทรออก แต่จำนวนเงินที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ขาดจำนวนไป 106 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปในเส้นลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทางที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูด เมื่อจำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เกิดเหตุไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานี้โจทก์มิได้นำสืบแต่เป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยไปตามที่รับรู้เอง ซึ่งมิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปนั้น เห็นว่า ก่อนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้โทรศัพท์ซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วโทรศัพท์ออกไปทำให้จำนวนเงินที่บันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนั้นขาดจำนวนไป 106 บาท หลังจากนั้นศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยความหมายของคำว่า "โทรศัพท์" ตามที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 หน้าที่ 250 ให้ความหมายไว้ว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทาง ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายเป็นการเอาไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการสืบค้นจากหนังสืออ้างอิงที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถทราบได้เมื่อเปิดดูจากหนังสือดังกล่าวโดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีหาเป็นการรับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษทุก 4 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 วรรคสอง (1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรู้ได้เอง เพราะเมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนรู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว ก็เป็นเหตุผลที่ศาลไม่ควรงดที่จะรับรู้เสียได้ ทั้งไม่ควรที่จะให้คู่ความพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น เพราะถึงแม้จะสืบไปก็คงได้ความอย่างที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วเป็นที่แน่นอนนั่นเอง ความรู้ที่ว่าโทรศัพท์ทำงานอย่างไร ย่อมรู้กันอยู่ทั่วไปเป็นที่แน่นอนและรู้ได้โดยง่าย เพียงแต่เปิดดูจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 ศาลจึงนำความรู้ดังกล่าวที่ศาลรู้ได้เองมาวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนที่คู่ความมิได้นำสืบ แต่ความรู้มิใช่จะเป็นสิ่งที่ศาลรู้ได้เองไปทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องยากไม่อาจรู้ได้โดยง่าย จะให้ศาลรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ทำสืบคงไม่ได้ คู่ความจึงต้องนำผู้เชี่ยวชาญมาสืบถึงความรู้ที่มีลักษณะดังกล่าวด้วยเสมอ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000736.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549