คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2549 ฉบับเต็ม

#267133
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2549 นายสมศักดิ์ อุดมรัตนศิริชัย โจทก์ นางอรอนงค์ กลางนภา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 350 ป.วิ.พ. มาตรา 86 มูลหนี้เดิมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญากู้เงินตามฟ้อง เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 จำเลยต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ การนำสืบว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องไม่เป็นการต้องห้าม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ติดตามทวงถามและมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,352,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ตามสัญญากู้แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 152,500 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานและมีนางบุญรัตน์ อุดมรัตนศิริชัย ภริยาโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความว่า เดิมนางประครอง เมฆพัฒน์ และนางสาวนงนุช เมฆพัฒน์ กู้เงิน 1,870,000 บาท จากโจทก์และนางบุญรัตน์ โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 นางประครองและนางสาวนงนุชได้มาติดต่อขอเปลี่ยนหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18952 ของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ตกลงด้วย จำเลยทั้งสองและนางประครองจึงโทรศัพท์ติดต่อนายพิชัย ศิริไพบูลย์ น้องชายของนางประครอง และพี่ชายของนางบุญรัตน์ให้ช่วยเจรจาให้ โจทก์ยินยอมให้เปลี่ยนหลักประกันโดยทำสัญญากู้เงินขึ้นใหม่อีก 2 ฉบับ ฉบับแรกคือสัญญากู้เงินตามฟ้องมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนอีกฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 670,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์ยึดโฉนดที่ดินเลขที่ 18952 ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และโฉนดที่ดินเลขที่ 19274 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้เป็นประกัน เหตุที่ต้องเปลี่ยนหลักประกันเนื่องจากนางประครองและนางสาวนงนุชต้องการนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ที่นางสาวนงนุชยักยอกเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร จำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า จำเลยทั้งสองไปติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์ โจทก์ตกลงให้กู้ หลังจากทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องแล้ว โจทก์แจ้งให้มารับเงินในวันรุ่งขึ้น แต่ต่อมาโจทก์กลับบ่ายเบี่ยงอ้างว่าให้นางสาวนงนุชชำระหนี้เงินกู้ 700,000 บาท แก่โจทก์เสียก่อนจึงจะมอบเงินตามสัญญาให้ และในที่สุดก็ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ เห็นว่า โจทก์มีนายพิชัยซึ่งเป็นญาติทั้งของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองนับได้ว่าเป็นพยานคนกลางมาเบิกความสนับสนุนว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสองได้โทรศัพท์ติดต่อพยานให้ช่วยเจรจากับโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีคำเบิกความของนายจรัญ ศิริธรรม พนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร ซึ่งเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 585/2542 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานได้ความว่า นางสาวนงนุชยักยอกเงินของธนาคาร ธนาคารจึงให้นางสาวนงนุชทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้แล้วนางประครองจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11978 เป็นประกันและเมื่อการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11978 ทำขึ้นเพื่อเป็นประกันหนี้ของนางสาวนงนุชที่ต้องรับผิดต่อธนาคาร มิใช่กรณีการขอสินเชื่อ คำเบิกความของนายจรัญจึงไม่มีข้อพิรุธ ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการอนุมัติรวดเร็ว พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนัก แสดงให้เห็นถึงมูลหนี้เดิมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญากู้เงินตามฟ้อง อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการต่อไป ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกู้เงิน แต่นำสืบว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่จึงต้องห้ามนั้น เห็นว่า กรณีเป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องไม่เป็นการต้องห้ามแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่าการแปลงหนี้ต้องไม่ขืนใจลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 นั้น ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าการแปลงหนี้รายนี้กระทำไปโดยขืนใจนางสาวนงนุช ทั้งยังเป็นการทำไปเพื่อนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ไปจำนองเพื่อประกันหนี้ที่นางสาวนงนุชยักยอกเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปนั่นเอง จึงฟังไม่ได้ว่าการแปลงหนี้รายนี้เป็นการขืนใจลูกหนี้ สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงใช้บังคับได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์. (สมศักดิ์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล-พรเพชร วิชิตชลชัย) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267133
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021696"
    }
}
date
2549
deka_no
6031/2549
deka_running_no
6031
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 350"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 86"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมศักดิ์ อุดมรัตนศิริชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอรอนงค์ กลางนภา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ติดตามทวงถามและมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,352,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ตามสัญญากู้แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 152,500 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานและมีนางบุญรัตน์ อุดมรัตนศิริชัย ภริยาโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความว่า เดิมนางประครอง เมฆพัฒน์ และนางสาวนงนุช เมฆพัฒน์ กู้เงิน 1,870,000 บาท จากโจทก์และนางบุญรัตน์ โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 นางประครองและนางสาวนงนุชได้มาติดต่อขอเปลี่ยนหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18952 ของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ตกลงด้วย จำเลยทั้งสองและนางประครองจึงโทรศัพท์ติดต่อนายพิชัย ศิริไพบูลย์ น้องชายของนางประครอง และพี่ชายของนางบุญรัตน์ให้ช่วยเจรจาให้ โจทก์ยินยอมให้เปลี่ยนหลักประกันโดยทำสัญญากู้เงินขึ้นใหม่อีก 2 ฉบับ ฉบับแรกคือสัญญากู้เงินตามฟ้องมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนอีกฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 670,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์ยึดโฉนดที่ดินเลขที่ 18952 ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และโฉนดที่ดินเลขที่ 19274 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้เป็นประกัน เหตุที่ต้องเปลี่ยนหลักประกันเนื่องจากนางประครองและนางสาวนงนุชต้องการนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ที่นางสาวนงนุชยักยอกเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร จำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า จำเลยทั้งสองไปติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์ โจทก์ตกลงให้กู้ หลังจากทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องแล้ว โจทก์แจ้งให้มารับเงินในวันรุ่งขึ้น แต่ต่อมาโจทก์กลับบ่ายเบี่ยงอ้างว่าให้นางสาวนงนุชชำระหนี้เงินกู้ 700,000 บาท แก่โจทก์เสียก่อนจึงจะมอบเงินตามสัญญาให้ และในที่สุดก็ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ เห็นว่า โจทก์มีนายพิชัยซึ่งเป็นญาติทั้งของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองนับได้ว่าเป็นพยานคนกลางมาเบิกความสนับสนุนว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสองได้โทรศัพท์ติดต่อพยานให้ช่วยเจรจากับโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีคำเบิกความของนายจรัญ ศิริธรรม พนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร ซึ่งเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 585/2542 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานได้ความว่า นางสาวนงนุชยักยอกเงินของธนาคาร ธนาคารจึงให้นางสาวนงนุชทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้แล้วนางประครองจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11978 เป็นประกันและเมื่อการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11978 ทำขึ้นเพื่อเป็นประกันหนี้ของนางสาวนงนุชที่ต้องรับผิดต่อธนาคาร มิใช่กรณีการขอสินเชื่อ คำเบิกความของนายจรัญจึงไม่มีข้อพิรุธ ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการอนุมัติรวดเร็ว พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนัก แสดงให้เห็นถึงมูลหนี้เดิมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญากู้เงินตามฟ้อง อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไป ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกู้เงิน แต่นำสืบว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่จึงต้องห้ามนั้น เห็นว่า กรณีเป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องไม่เป็นการต้องห้ามแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่าการแปลงหนี้ต้องไม่ขืนใจลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 นั้น ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าการแปลงหนี้รายนี้กระทำไปโดยขืนใจนางสาวนงนุช ทั้งยังเป็นการทำไปเพื่อนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ไปจำนองเพื่อประกันหนี้ที่นางสาวนงนุชยักยอกเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปนั่นเอง จึงฟังไม่ได้ว่าการแปลงหนี้รายนี้เป็นการขืนใจลูกหนี้ สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงใช้บังคับได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000727.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549