คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2549 ฉบับเต็ม

#267149
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2549 บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายไพรัช กิตติวัณณะกุล หรือกิตติวัฒณะกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 369, มาตรา 391, มาตรา 537, มาตรา 548, มาตรา 572 จำเลยเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกใหม่ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ หลังจากทำสัญญาแล้ว 9 เดือน โจทก์ยังไม่ไปดำเนินการจดทะเบียน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่งมอบรถยนต์บรรทุกโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 262,597.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องไปจดทะเบียนเอง ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งจะนำรถที่เช่าซื้อไปประกอบกิจการรับจ้างจะจดทะเบียนได้หรือไม่ก็อยู่ที่คุณสมบัติของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์มีนายชาตรีเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในการทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่บริษัทมหาชัย แมทชีนเนอรี่ แอนด์ออโต้พาร์ท จำกัด โดยพยานจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้ นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อจนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนรถยนต์คันพิพาทยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถบรรทุกและเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 50,000 บาท หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วยังไม่ได้รับรถยนต์คันพิพาทไปใช้ประโยชน์ เพราะโจทก์ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้ เห็นว่า คำเบิกความของนายชาตรีเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ นับตั้งแต่เวลาทำสัญญากันจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเป็นเวลา 9 เดือน โจทก์ก็ยังไม่ไปจดทะเบียนรถคันดังกล่าว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จีงมีสิทธิไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 3 ให้โจทก์ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ยังมิได้นำรถคันดังกล่าวออกจากบริษัทมหาชัยแมซีนเนอรี่ แอนด์ ออโต้พาร์ท จำกัด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถให้จำเลยที่ 1 แล้วตามฎีกาของโจทก์แต่เมื่อรถยังไม่มีการจดทะเบียน จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถไปใช้ประโยชน์ได้เพราะผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์ส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ประกอบมาตรา 548 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกเลิกสัญญาและต่อมาโจทก์ได้ยึดรถคืนโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทักท้วงถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง. (เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์-สุรพล เจียมจูไร-สถิตย์ ทาวุฒิ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประสิทธิ์ รวมสิน ศาลอุทธรณ์ - นายโสภณ โรจน์อนนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267149
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายประสิทธิ์ รวมสิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายโสภณ โรจน์อนนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022218"
    }
}
date
2549
deka_no
5379/2549
deka_running_no
5379
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 369",
            "ม. 391",
            "ม. 537",
            "ม. 548",
            "ม. 572"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายไพรัช กิตติวัณณะกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือกิตติวัฒณะกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 262,597.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องไปจดทะเบียนเอง ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งจะนำรถที่เช่าซื้อไปประกอบกิจการรับจ้างจะจดทะเบียนได้หรือไม่ก็อยู่ที่คุณสมบัติของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์มีนายชาตรีเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในการทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่บริษัทมหาชัย แมทชีนเนอรี่ แอนด์ออโต้พาร์ท จำกัด โดยพยานจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้ นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อจนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนรถยนต์คันพิพาทยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถบรรทุกและเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 50,000 บาท หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วยังไม่ได้รับรถยนต์คันพิพาทไปใช้ประโยชน์ เพราะโจทก์ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้ เห็นว่า คำเบิกความของนายชาตรีเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ นับตั้งแต่เวลาทำสัญญากันจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเป็นเวลา 9 เดือน โจทก์ก็ยังไม่ไปจดทะเบียนรถคันดังกล่าว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จีงมีสิทธิไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 3 ให้โจทก์ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ยังมิได้นำรถคันดังกล่าวออกจากบริษัทมหาชัยแมซีนเนอรี่ แอนด์ ออโต้พาร์ท จำกัด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถให้จำเลยที่ 1 แล้วตามฎีกาของโจทก์แต่เมื่อรถยังไม่มีการจดทะเบียน จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถไปใช้ประโยชน์ได้เพราะผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์ส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ประกอบมาตรา 548 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกเลิกสัญญาและต่อมาโจทก์ได้ยึดรถคืนโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทักท้วงถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000732.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549