คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2550 ฉบับเต็ม

#267154
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2550 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ สิบตำรวจโทรวมทรัพย์ สาขันธ์โคตร กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 90, มาตรา 95, มาตรา 147, มาตรา 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74, มาตรา 84, มาตรา 97, มาตรา 98 อายุความการฟ้องคดีอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้วมีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดทางอาญา ต้องพิจารณาตามความใน ป.อ. มาตรา 95 กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามความใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 84 เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่อายุความฟ้องร้องคดีอาญาไม่ เมื่อความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 147 มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงคือ จำคุกตลอดชีวิต และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงคือ 10 ปี อายุความการฟ้องคดีอาญาในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) และ (2) คือ 20 ปี และ 15 ปี ตามลำดับ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลาห่างกันเพียง 3 ปีเศษ คดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 149, 157 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งห้านับแต่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเกิน 2 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หาใช่มาตรา 84 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ คดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องและมีปัญหาในชั้นฎีกาในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 5 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ เห็นได้ว่าคดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย พิพากษายืน (ชาลี ทัพภวิมล-นายพรเพชร วิชิตชลชัย-นายสมศักดิ์ จันทรา) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสมพงศ์ วงศ์แก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267154
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายสมพงศ์ วงศ์แก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018924"
    }
}
date
2550
deka_no
845/2550
deka_running_no
845
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "นายพรเพชร วิชิตชลชัย",
    "นายสมศักดิ์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 90",
            "ม. 95",
            "ม. 147",
            "ม. 157"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 74",
            "ม. 84",
            "ม. 97",
            "ม. 98"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจโทรวมทรัพย์ สาขันธ์โคตร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 149, 157

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งห้านับแต่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเกิน 2 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หาใช่มาตรา 84 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ คดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องและมีปัญหาในชั้นฎีกาในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 5 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ เห็นได้ว่าคดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000703.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550