คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 979/2550 ฉบับเต็ม

#267164
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 979/2550 บริษัทไดเนอร์สคลับ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายสุวัฒชัย ผ่องสุภาพ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้สงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้วเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงกรณีที่ลูกหนี้ขอชำระหนี้บางส่วน การที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คมิใช่เป็นการชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับในเวลาที่รับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระ โจทก์ก็ไม่หมดสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสองตามเงื่อนไขที่ระบุในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โจทก์จึงชอบที่จะเรียกเบี้ยปรับดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 171,103.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 167,187.39 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยทั้งสองนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยทั้งสองมีหนี้ค้างชำระจำนวน 432,568.65 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแก่โจทก์จำนวนหลายฉบับ แต่เช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 นำเงินสดไปแลกเช็คคืนบางส่วน คงเหลือเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 2 ฉบับ โจทก์นำเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 2 ฉบับดังกล่าวไปฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครใต้ ระหว่างดำเนินคดีอาญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงยอมความกันจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวจนครบถ้วน และโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเงินตามเช็คอยู่นั้น โจทก์ได้คิดเบี้ยปรับจากยอดหนี้ที่ค้างชำระรวมเป็นเบี้ยปรับทั้งสิ้น 131,804.15 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์หมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บอกสวงนสิทธิเรียกเบี้ยปรับไว้ในเวลารับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีลูกหนี้ยอมรับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงกรณีที่ลูกหนี้ขอชำระหนี้บางส่วน การที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คมิใช่การชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับในเวลาที่รับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระ โจทก์ไม่หมดสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โจทก์จึงชอบที่จะเรียกเบี้ยปรับดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (บุญส่ง น้อยโสภณ-ชวลิต ตุลยสิงห์-สิทธิชัย พรหมศร) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ ศาลอุทธรณ์ - นายมนตรี ยอดปัญญา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267164
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายมนตรี ยอดปัญญา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018817"
    }
}
date
2550
deka_no
979/2550
deka_running_no
979
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "บุญส่ง น้อยโสภณ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "สิทธิชัย พรหมศร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 381 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไดเนอร์สคลับ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุวัฒชัย ผ่องสุภาพ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 171,103.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 167,187.39 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยทั้งสองนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยทั้งสองมีหนี้ค้างชำระจำนวน 432,568.65 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแก่โจทก์จำนวนหลายฉบับ แต่เช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 นำเงินสดไปแลกเช็คคืนบางส่วน คงเหลือเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 2 ฉบับ โจทก์นำเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 2 ฉบับดังกล่าวไปฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครใต้ ระหว่างดำเนินคดีอาญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงยอมความกันจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวจนครบถ้วน และโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเงินตามเช็คอยู่นั้น โจทก์ได้คิดเบี้ยปรับจากยอดหนี้ที่ค้างชำระรวมเป็นเบี้ยปรับทั้งสิ้น 131,804.15 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์หมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บอกสวงนสิทธิเรียกเบี้ยปรับไว้ในเวลารับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีลูกหนี้ยอมรับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงกรณีที่ลูกหนี้ขอชำระหนี้บางส่วน การที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คมิใช่การชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับในเวลาที่รับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระ โจทก์ไม่หมดสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โจทก์จึงชอบที่จะเรียกเบี้ยปรับดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000702.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550