คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2549 ฉบับเต็ม

#267169
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2549 นายสุรพันธ์ เจริญรัตนกุล กับพวก โจทก์ นางวรรณี ศรีคล้อย ฯ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1299, มาตรา 1387 ป.วิ.พ. มาตรา 248 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือได้ว่าเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทุกข้อจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์กับจำเลย ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ซึ่งมีเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ของจำเลย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงทำถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยส่วนที่มีเขตติดต่อกันโดยให้โจทก์ทั้งสองนำดินไปถมเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยกว้างแปลงละ 3 เมตร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 เพื่อใช้เป็นทางร่วมกันและตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยจะไปทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ถมดินเป็นถนนจนเสร็จตามที่ตกลงกัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินส่วนที่ดินของจำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท แต่จำเลยกลับนำก้อนหินใหญ่ไปปิดกั้นถนนในส่วนที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ถนนที่ทำขึ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ทั้งสองหรือตัวแทนให้ทำการถมดินเพื่อทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลย ทั้งจำเลยไม่เคยตกลงที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างที่ดินของจำเลยและที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้แก่กันตามฟ้อง แต่ในวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองโดยนางแน่งน้อย เจริญรัตนกุล ได้ทำการถมดินในที่ดินของโจทก์ทั้งสองติดต่อกับที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกับจำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก่อนที่จำเลยจะทราบคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ ศรีคล้อย ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้ทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้อยู่แล้วและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แทนในกรณีที่ไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ซึ่งโจทก์ขอเป็นเงินเพียง 200,000 บาท ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามฟ้อง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยตาจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาในปัญหาว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาอ้าง ฎีกาจำเลยทุกข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีผลบังคับหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหานี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้น ในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ (นินนาท สาครรัตน์-จรัส พวงมณี-สถิตย์ ทาวุฒิ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ 2539/2549 หมายเหตุ การฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือตามสัญญาอย่างอื่น ถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7661/2538) เพราะทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นมาเป็นของตน แต่ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งอันกระทบถึงทรัพย์สินต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างที่มีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรพย์สินที่เป้นภารยทรัพย์จึงตรงข้ามกับกรรมสิทธิ์ การจดทะเบียนภาระจำยอมต้องจดทะเบียนลงในโฉนดที่ดินที่เป็นภารยทรัพย์ เมื่อจดทะเบียนตามข้อตกลงแล้วจึงเกิดภาระจำยอมตามข้อตกลงนั้นขึ้น ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์มีเพียงสิทธิใช้ภารยทรัพย์โดยเจ้าของภารยทรัพย์ไม่มิสิทธิใช้เท่านั้น การจดทะเบียนภาระจำยอมจึงไม่ได้ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์ได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต่างกับกรณีสัญญาจะซื้อจะขายข้างต้น ทั้งต่างกับการฟ้องบังคับให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิเรียกร้องที่เป็นทรัพย์สินที่ตีราคาเป็นเงินได้ ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้นั้น เมื่อในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องภาระจำยอมยังไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์จนกว่าจะจดทะเบียน จึงเป็นกรณีที่อาจคำนวณได้ในอนาคตเท่านั้น มิใช่ทุนทรัพย์ในขณะที่ยื่นฟ้อง ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267169
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024923"
    }
}
date
2549
deka_no
2539/2549
deka_running_no
2539
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "นินนาท สาครรัตน์",
    "จรัส พวงมณี",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1299",
            "ม. 1387"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุรพันธ์ เจริญรัตนกุล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวรรณี ศรีคล้อย ฯ"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ซึ่งมีเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ของจำเลย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงทำถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยส่วนที่มีเขตติดต่อกันโดยให้โจทก์ทั้งสองนำดินไปถมเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยกว้างแปลงละ 3 เมตร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 เพื่อใช้เป็นทางร่วมกันและตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยจะไปทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ถมดินเป็นถนนจนเสร็จตามที่ตกลงกัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินส่วนที่ดินของจำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท แต่จำเลยกลับนำก้อนหินใหญ่ไปปิดกั้นถนนในส่วนที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ถนนที่ทำขึ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ทั้งสองหรือตัวแทนให้ทำการถมดินเพื่อทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลย ทั้งจำเลยไม่เคยตกลงที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างที่ดินของจำเลยและที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้แก่กันตามฟ้อง แต่ในวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองโดยนางแน่งน้อย เจริญรัตนกุล ได้ทำการถมดินในที่ดินของโจทก์ทั้งสองติดต่อกับที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกับจำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก่อนที่จำเลยจะทราบคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ ศรีคล้อย ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้ทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้อยู่แล้วและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แทนในกรณีที่ไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ซึ่งโจทก์ขอเป็นเงินเพียง 200,000 บาท ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามฟ้อง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยตาจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาในปัญหาว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาอ้าง ฎีกาจำเลยทุกข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีผลบังคับหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหานี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้น ในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
2539/2549 หมายเหตุ การฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือตามสัญญาอย่างอื่น ถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7661/2538) เพราะทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นมาเป็นของตน แต่ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งอันกระทบถึงทรัพย์สินต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างที่มีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรพย์สินที่เป้นภารยทรัพย์จึงตรงข้ามกับกรรมสิทธิ์ การจดทะเบียนภาระจำยอมต้องจดทะเบียนลงในโฉนดที่ดินที่เป็นภารยทรัพย์ เมื่อจดทะเบียนตามข้อตกลงแล้วจึงเกิดภาระจำยอมตามข้อตกลงนั้นขึ้น ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์มีเพียงสิทธิใช้ภารยทรัพย์โดยเจ้าของภารยทรัพย์ไม่มิสิทธิใช้เท่านั้น การจดทะเบียนภาระจำยอมจึงไม่ได้ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์ได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต่างกับกรณีสัญญาจะซื้อจะขายข้างต้น ทั้งต่างกับการฟ้องบังคับให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิเรียกร้องที่เป็นทรัพย์สินที่ตีราคาเป็นเงินได้ ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้นั้น เมื่อในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องภาระจำยอมยังไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์จนกว่าจะจดทะเบียน จึงเป็นกรณีที่อาจคำนวณได้ในอนาคตเท่านั้น มิใช่ทุนทรัพย์ในขณะที่ยื่นฟ้อง ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000757.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549