คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2549 ฉบับเต็ม

#267181
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2549 นายวชิระ ธัญวงศ์ โจทก์ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 193/34 (9), มาตรา 575 ป.พ.พ.มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นการกระทำอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจสอบพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ตรวจสอบพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กระทั่งวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้รับคืนจำนวน 9,403,007.63 บาท ตามเงื่อนไขในการตกลงด้วยวาจาจึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษให้นับแต่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 หาใช่นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำฟ้องเรียกค่าตอบแทนพิเศษคิดเป็นร้อยละของผลงานที่ทำได้ จึงเป็นการเรียกร้องค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันเป็นค่าจ้าง จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าจ้างอันเป็นค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 940,300.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาวงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตภายในบริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งลูกค้าของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 33,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอัตราร้อยละ 10 กรณีตรวจพบการทุจริตของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกค้าเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายโดยทุจริตและสามารถทำให้จำเลยที่ 1 ระงับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอัตราร้อยละ 5 ระหว่างทำงานโจทก์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2544 ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีดังกล่าวชดใช้เงินคืนแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้จำนวน 9,403,007.63 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินดังกล่าวในวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ก่อนโจทก์ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีดังกล่าวได้มีการสอบสวนเป็นยุติแล้วว่ามีบุคคลต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 9,403,007.63 บาท เป็นการแน่นอน และมีข้อตกลงให้โจทก์ต้องรายงานผลงานและเบิกจ่ายค่าตอบแทนทุก 3 เดือน โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอันเป็นค่าตอบแทนพิเศษตั้งแต่ที่ลาออก เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นการกระทำอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจสอบพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ตรวจสอบพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กระทั่งวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินคืนจำนวน 9,403,007.63 บาท ตามเงื่อนไขในการตกลงด้วยวาจา โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษให้นับแต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 หาใช่นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำฟ้องเรียกร้องค่าตอบแทนพิเศษคิดเป็นร้อยละของผลงานที่ทำได้ จึงเป็นการเรียกร้องค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันเป็นค่าจ้าง จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษภายในกำหนดเวลา 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-ชุติมา จงสงวน) ศาลแรงงานกลาง - นายฐนยศ คีรีนารถ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267181
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายฐนยศ คีรีนารถ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021793"
    }
}
date
2549
deka_no
5996/2549
deka_running_no
5996
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "ชุติมา จงสงวน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 193/34 (9)",
            "ม. 575"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวชิระ ธัญวงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าจ้างอันเป็นค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 940,300.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาวงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตภายในบริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งลูกค้าของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 33,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอัตราร้อยละ 10 กรณีตรวจพบการทุจริตของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกค้าเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายโดยทุจริตและสามารถทำให้จำเลยที่ 1 ระงับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอัตราร้อยละ 5 ระหว่างทำงานโจทก์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2544 ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีดังกล่าวชดใช้เงินคืนแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้จำนวน 9,403,007.63 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินดังกล่าวในวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ก่อนโจทก์ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีดังกล่าวได้มีการสอบสวนเป็นยุติแล้วว่ามีบุคคลต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 9,403,007.63 บาท เป็นการแน่นอน และมีข้อตกลงให้โจทก์ต้องรายงานผลงานและเบิกจ่ายค่าตอบแทนทุก 3 เดือน โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอันเป็นค่าตอบแทนพิเศษตั้งแต่ที่ลาออก เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นการกระทำอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจสอบพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ตรวจสอบพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กระทั่งวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินคืนจำนวน 9,403,007.63 บาท ตามเงื่อนไขในการตกลงด้วยวาจา โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษให้นับแต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 หาใช่นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำฟ้องเรียกร้องค่าตอบแทนพิเศษคิดเป็นร้อยละของผลงานที่ทำได้ จึงเป็นการเรียกร้องค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันเป็นค่าจ้าง จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษภายในกำหนดเวลา 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000728.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549