คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2548 ฉบับเต็ม

#267206
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2548 นางอำภา รัตนอุไร โจทก์ นายสมพงษ์ ศรีสุขมาก กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 24, มาตรา 226, มาตรา 227, มาตรา 228 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลยผู้ขอ จึงไม่เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณา ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เพราะเหตุจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และสั่งนัดสืบพยานต่อไป ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 24 บัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่า เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีกหรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งในประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวได้ และคำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นนี้ จึงไม่ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 24 ดังกล่าว และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ. (สุรพล เอกโยคยะ-ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์) ศาลจังหวัดยะลา - นายอดุลศักดิ์ โชติชูช่วง - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267206
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยะลา",
        "judge": "นายอดุลศักดิ์ โชติชูช่วง"
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030912"
    }
}
date
2548
deka_no
3933/2548
deka_running_no
3933
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรพล เอกโยคยะ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 24",
            "ม. 226",
            "ม. 227",
            "ม. 228"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอำภา รัตนอุไร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพงษ์ ศรีสุขมาก กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เพราะเหตุจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

ต่อมาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และสั่งนัดสืบพยานต่อไป

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 24 บัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่า เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีกหรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งในประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวได้ และคำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นนี้ จึงไม่ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 24 ดังกล่าว และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000813.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548