คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2549 ฉบับเต็ม

#267213
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2549 บริษัทวี อาร์ บี ดี จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 10 โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น โจทก์นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า ส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้ ว. กรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัย ส่วนชั้นที่ 4 ปิดไม่ได้ทำประโยชน์ ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นภาษีโรงเรือนจึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ ไป การที่ ว. ซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์อยู่ในอาคารนี้จึงเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษา เพราะการอยู่เฝ้ารักษาตามความหมายแห่งมาตรา 10 ใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จะต้องเป็นการอยู่เฝ้าจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการพักอาศัยอยู่กับครอบครัว เมื่อการอยู่ของ ว. ไม่ใช่การอยู่เฝ้ารักษา โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน ตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัย และให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน 11,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินค่าภาษีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์ในส่วนที่โจทก์มิได้นำไปใช้ประโยชน์ โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น โจทก์นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า ส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัย ส่วนชั้นที่ 4 ปิดไม่ได้ทำประโยชน์ อาคารดังกล่าวจึงสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ ได้ชัดเจน ดังนั้น ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนจึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ ไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หากนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปหาประโยชน์แล้ว เจ้าของอาคารจะต้องเสียภาษีทั้งหมดไม่ว่าเจ้าของจะใช้เองหรือให้ผู้แทนเฝ้ารักษาก็ไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ที่โจทก์ให้นางวิภาดาเข้าพักอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น โรงเรือนในส่วนที่จะได้รับการยกเว้นจะต้องเป็นโรงเรือนในส่วนที่เจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยข้อกฎหมายจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าโรงเรือนในส่วนนี้โจทก์อยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาหรือได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมหรือไม่ ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปเสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีคู่ความโต้เถียงว่า ในอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการของโจทก์พักอาศัยอยู่ ไม่มีการเก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมในชั้นเหล่านี้ เห็นว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นนิติบุคคล โจทก์จึงเป็นเจ้าของอาคาร การอยู่อาศัยของนางวิภาดาจึงไม่ใช่เป็นการที่เจ้าของอยู่เอง นางวิภาดาเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้จากอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า นางวิภาดาเข้าพักอาศัยในอาคารนี้พร้อมกับครอบครัว ดังนั้น การที่นางวิภาดาซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์อยู่ในอาคารนี้จึงเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษา เพราะการอยู่เฝ้ารักษาตามความหมายแห่งมาตรา 10 ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จะต้องเป็นการอยู่เฝ้ารักษาจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้อยู่เอง และการอยู่ของนางวิภาดาไม่ใช่การอยู่เฝ้ารักษาเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. (องอาจ โรจนสุพจน์-ทองหล่อ โฉมงาม-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลภาษีอากรกลาง - นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267213
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025682"
    }
}
date
2549
deka_no
1410/2549
deka_running_no
1410
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวี อาร์ บี ดี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรุงเทพมหานคร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน ตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัย และให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน 11,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินค่าภาษีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์ในส่วนที่โจทก์มิได้นำไปใช้ประโยชน์ โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โรงเรือนพิพาทของโจทก์เป็นตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น โจทก์นำตึกแถวชั้นที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า ส่วนชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการโจทก์พักอาศัย ส่วนชั้นที่ 4 ปิดไม่ได้ทำประโยชน์ อาคารดังกล่าวจึงสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ ได้ชัดเจน ดังนั้น ค่ารายปีที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนจึงสามารถคำนวณได้จากพื้นที่ของแต่ละส่วนที่โจทก์ใช้ประโยชน์ได้ และส่วนใดจะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น จะต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ ไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หากนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปหาประโยชน์แล้ว เจ้าของอาคารจะต้องเสียภาษีทั้งหมดไม่ว่าเจ้าของจะใช้เองหรือให้ผู้แทนเฝ้ารักษาก็ไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ที่โจทก์ให้นางวิภาดาเข้าพักอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น โรงเรือนในส่วนที่จะได้รับการยกเว้นจะต้องเป็นโรงเรือนในส่วนที่เจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยข้อกฎหมายจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าโรงเรือนในส่วนนี้โจทก์อยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาหรือได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมหรือไม่ ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปเสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีคู่ความโต้เถียงว่า ในอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 โจทก์ให้นางวิภาดากรรมการผู้จัดการของโจทก์พักอาศัยอยู่ ไม่มีการเก็บสินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมในชั้นเหล่านี้ เห็นว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นนิติบุคคล โจทก์จึงเป็นเจ้าของอาคาร การอยู่อาศัยของนางวิภาดาจึงไม่ใช่เป็นการที่เจ้าของอยู่เอง นางวิภาดาเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้จากอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า นางวิภาดาเข้าพักอาศัยในอาคารนี้พร้อมกับครอบครัว ดังนั้น การที่นางวิภาดาซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์อยู่ในอาคารนี้จึงเป็นการพักอาศัยมิใช่เป็นการอยู่โดยโจทก์ให้อยู่เฝ้ารักษา เพราะการอยู่เฝ้ารักษาตามความหมายแห่งมาตรา 10 ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จะต้องเป็นการอยู่เฝ้ารักษาจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้อยู่เอง และการอยู่ของนางวิภาดาไม่ใช่การอยู่เฝ้ารักษาเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนในส่วนนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000764.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549