คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3310/2549 ฉบับเต็ม

#267275
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3310/2549 บริษัทโอเชี่ยนลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ ธนาคารซิตี้แบงก์ ผู้ร้อง นายธงชัย ศิลาภากุล ผู้ซื้อทรัพย์ นางสาวสุดเฉลียว ใจทิพย์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงิน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน จำเลยไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 43,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทรัพย์ที่ยึดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ค้างชำระจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคา 1,400,000 บาท โดยนายธงชัย ศิลาภากุล ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรจะขายได้ ซึ่งเป็นการขายครั้งแรก และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบกำหนดวันขายทอดตลาดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่ขายทอดตลาดได้สูงกว่าราคาประเมินและเหมาะสมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล และยื่นมาเพื่อประวิงให้การบังคับคดีชักช้า ขอให้ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ทราบประกาศแจ้งการขายทอดตลาดแล้ว ราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่เหมาะสมการขายทอดตลาดชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ในระหว่างนัดไต่สวน ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่มีมูลและเพื่อประวิงให้ชักช้า ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินหรือหาประกันมาวางต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า ในวันนัดฟังคำสั่งจำเลยที่ 2 เดินทางไปต่างจังหวัด ทนายความจำเลยที่ 2 ติดว่าความที่ศาลอื่นหลังจากนั้นหลงลืมไม่ได้มาตรวจสำนวน เพิ่งทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องนี้ ขอขยายระยะเวลาวางเงินประกันออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันค่าสินไหมทดแทนมาวางต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่ได้แจ้งกำหนดวันเวลาขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน15 วัน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการที่จะฎีกาต่อมาอีก" พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ. (มนตรี ยอดปัญญา-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267275
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024181"
    }
}
date
2549
deka_no
3310/2549
deka_running_no
3310
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทโอเชี่ยนลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารซิตี้แบงก์"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นายธงชัย ศิลาภากุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุดเฉลียว ใจทิพย์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 43,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทรัพย์ที่ยึดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ค้างชำระจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคา 1,400,000 บาท โดยนายธงชัย ศิลาภากุล ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรจะขายได้ ซึ่งเป็นการขายครั้งแรก และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบกำหนดวันขายทอดตลาดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่ขายทอดตลาดได้สูงกว่าราคาประเมินและเหมาะสมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล และยื่นมาเพื่อประวิงให้การบังคับคดีชักช้า ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ทราบประกาศแจ้งการขายทอดตลาดแล้ว ราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่เหมาะสมการขายทอดตลาดชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ในระหว่างนัดไต่สวน ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่มีมูลและเพื่อประวิงให้ชักช้า ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินหรือหาประกันมาวางต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า ในวันนัดฟังคำสั่งจำเลยที่ 2 เดินทางไปต่างจังหวัด ทนายความจำเลยที่ 2 ติดว่าความที่ศาลอื่นหลังจากนั้นหลงลืมไม่ได้มาตรวจสำนวน เพิ่งทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องนี้ ขอขยายระยะเวลาวางเงินประกันออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันค่าสินไหมทดแทนมาวางต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่ได้แจ้งกำหนดวันเวลาขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน15 วัน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการที่จะฎีกาต่อมาอีก"

พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000750.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549