คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 651/2549 ฉบับเต็ม

#267327
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 651/2549 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ บริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด โจทก์ร่วม บริษัททรัพย์ไพศาลปิโตรเลียม (1993) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนบริษัทจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1523/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณาบริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิด (ที่ถูกมีความผิด) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 12 กระทง เป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1523/2541 ให้ยกเนื่องจากคดีดังกล่าวระงับโดยผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ. 35 และ จ. 36 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานพร้อมแถลงหมดพยาน กับโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและผู้แทนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 2 ป่วย โจทก์แถลงไม่ค้าน และได้ให้ทนายจำเลยทั้งสองดูบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ. 35 และ จ. 36 หากทนายจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานและติดใจสืบเพียงเท่านี้ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารดังกล่าว และตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ทนายโจทก์ร่วมและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยที่ 2 ป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้วศาลชั้นต้นก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกามา" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267327
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026428"
    }
}
date
2549
deka_no
651/2549
deka_running_no
651
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัททรัพย์ไพศาลปิโตรเลียม (1993) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1523/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาบริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิด (ที่ถูกมีความผิด) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 12 กระทง เป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1523/2541 ให้ยกเนื่องจากคดีดังกล่าวระงับโดยผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ. 35 และ จ. 36 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานพร้อมแถลงหมดพยาน กับโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและผู้แทนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 2 ป่วย โจทก์แถลงไม่ค้าน และได้ให้ทนายจำเลยทั้งสองดูบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ. 35 และ จ. 36 หากทนายจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานและติดใจสืบเพียงเท่านี้ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารดังกล่าว และตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ทนายโจทก์ร่วมและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยที่ 2 ป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้วศาลชั้นต้นก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกามา"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000771.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549