คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537 -ที่ 4540/2543 ฉบับเต็ม

#267464
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537 - 4540/2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทเอ็ม แอล เทคนิคอล แอนด์ ซัพพลาย จำกัด กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 32, มาตรา 33, มาตรา 90 ป.วิ.อ. มาตรา 121 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44, มาตรา 114, มาตรา 115 คดีความผิดอันไม่อาจยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายตามระเบียบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายมอบอำนาจช่วงโดยชอบหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์มีคำสั่งและฟ้อง การสอบสวนตลอดจนอำนาจฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปและคำคือ และเครื่องหมายการค้าเป็นคำว่า "SQUARE D" แยกต่างหากจากกัน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิที่จะเลือกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งเพียงเครื่องหมายเดียวกับสินค้าของตน หรือจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งสองเครื่องหมายประกอบกันกับสินค้าของตนก็ได้ การเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายปลอม แม้จะเป็นการปลอมเพียงเครื่องหมายเดียวก็อาจเป็นความผิดตามฟ้องได้ มาตรา 114 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ใช้บังคับเมื่อกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคล เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และลงโทษมาตรา 114 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง สินค้าของกลางทั้งสี่สำนวนจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียว ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน เพียงแต่จำเลยแบ่งสินค้านำไปวางเสนอจำหน่ายเพื่อหากำไรหลายสถานที่ แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยเป็นสี่สำนวน เมื่อมีการรวมพิจารณาจึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว การมีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร และเมื่อพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางตามมาตรา 115 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33 อันเป็นบททั่วไปอีก (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/43 ) ___________________________ คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลางทั้งหมดและนับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนติดต่อกัน จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษติดต่อกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม โดยสำนวนแรกให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท สำนวนที่ 2 ให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำนวนที่ 3 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 8,000 บาท และสำนวนที่ 4 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 12,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 130,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 5 เป็นปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางทั้งหมด กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 สำนวนที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า นายรูฟเซล กรรมการบริษัทพิงค์ เคอร์ตั้น (ประเทศไทย) จำกัด แต่ผู้เดียว ไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางสาวปริญดาร้องทุกข์แทนบริษัทผู้เสียหาย ดังนั้นในการตรวจค้น จับกุมและสอบสวนคดีทั้งสี่สำนวนนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดคดีทั้งสี่สำนวนนี้เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความกันได้ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายตามระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น ไม่ว่านายรูฟเซลจะมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางสาวปริญดาร้องทุกข์แทนผู้เสียหายให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 โดยชอบหรือไม่ก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนถึงอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการโจทก์ ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ก็ได้มีคำสั่งและฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนไว้ การสอบสวนตลอดจนอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปและคำคือ และเครื่องหมายการค้าเป็นคำว่า "SQUARE D" แยกต่างหากจากกัน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิที่จะเลือกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งเพียงเครื่องหมายเดียวกับสินค้าของตนก็ได้ หรือจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งสองเครื่องหมายประกอบกันกับสินค้าของตนก็ได้เช่นเดียวกัน การเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายปลอม แม้จะเป็นการปลอมเพียงเครื่องหมายเดียวก็อาจเป็นความผิดตามฟ้องได้ ดังนั้น แม้ตามทางพิจารณาจะปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าที่ปิดอยู่บนตัวกล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าของกลางจะเป็นรูปและคำคือ เพียงเครื่องหมายเดียวโดยไม่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "SQUARE D" รวมอยู่ด้วยดังที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ตาม แต่ถ้าหากเครื่องหมายการค้า ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหาย ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องและริบสินค้าของกลางได้ มาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ใช้บังคับเมื่อกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคล เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และลงโทษตามมาตรา 114 มาด้วยจึงไม่ถูกต้อง สินค้าของกลางทั้งสี่สำนวนจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน เพียงแต่จำเลยที่ 2 แบ่งสินค้านำไปวางเสนอจำหน่ายเพื่อหากำไรที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่คนละสถานที่ แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นสี่สำนวน เมื่อมีการรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนนี้เข้าด้วยกันเสมือนหนึ่งเป็นคดีเดียวกัน จึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น นอกจากนี้การที่ห้างจำเลยที่ 5 ได้แยกวางเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางที่สำนักงานใหญ่และที่สำนักงานสาขาในวันเวลาเดียวกัน ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 5 แยกเป็นความผิด 2 กรรม เพราะต้องถือว่าจำเลยที่ 5 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกวางจำหน่ายในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเช่นเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 มาเป็นความผิดหลายกรรมตามรายสำนวนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร และเมื่อพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางตามบทกฎหมาย มาตรา 115 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์สินค้าของกลางนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 อันเป็นบททั่วไปอีก จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย และปัญหาทั้งหมดดังกล่าวมานั้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยไม่ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 114 ส่วนสินค้าของกลางทั้งหมดให้ริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 การกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนและการกระทำของจำเลยที่ 5 ทั้งสองสำนวนเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 12,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ปรับ 66,666.66 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามเดิม จำเลยที่ 3 ให้ปรับ 6,666.66 บาท และจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง. (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-ทวีชัย เจริญบัณฑิต-พินิจ เพชรรุ่ง) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267464
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082073122"
    }
}
date
2543
deka_no
4540/2543
deka_running_no
4540
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "ทวีชัย เจริญบัณฑิต",
    "พินิจ เพชรรุ่ง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33",
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 121"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 44",
            "ม. 114",
            "ม. 115"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเอ็ม แอล เทคนิคอล แอนด์ ซัพพลาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลางทั้งหมดและนับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษติดต่อกัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม โดยสำนวนแรกให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท สำนวนที่ 2 ให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำนวนที่ 3 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 8,000 บาท และสำนวนที่ 4 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 12,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 130,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 5 เป็นปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางทั้งหมด กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 สำนวนที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า นายรูฟเซล กรรมการบริษัทพิงค์ เคอร์ตั้น (ประเทศไทย) จำกัด แต่ผู้เดียว ไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางสาวปริญดาร้องทุกข์แทนบริษัทผู้เสียหาย ดังนั้นในการตรวจค้น จับกุมและสอบสวนคดีทั้งสี่สำนวนนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดคดีทั้งสี่สำนวนนี้เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความกันได้ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายตามระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น ไม่ว่านายรูฟเซลจะมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางสาวปริญดาร้องทุกข์แทนผู้เสียหายให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 โดยชอบหรือไม่ก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนถึงอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการโจทก์ ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ก็ได้มีคำสั่งและฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนไว้ การสอบสวนตลอดจนอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปและคำคือ และเครื่องหมายการค้าเป็นคำว่า "SQUARE D" แยกต่างหากจากกัน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิที่จะเลือกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งเพียงเครื่องหมายเดียวกับสินค้าของตนก็ได้ หรือจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งสองเครื่องหมายประกอบกันกับสินค้าของตนก็ได้เช่นเดียวกัน การเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายปลอม แม้จะเป็นการปลอมเพียงเครื่องหมายเดียวก็อาจเป็นความผิดตามฟ้องได้ ดังนั้น แม้ตามทางพิจารณาจะปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าที่ปิดอยู่บนตัวกล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าของกลางจะเป็นรูปและคำคือ เพียงเครื่องหมายเดียวโดยไม่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "SQUARE D" รวมอยู่ด้วยดังที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ตาม แต่ถ้าหากเครื่องหมายการค้า ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหาย ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องและริบสินค้าของกลางได้

มาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ใช้บังคับเมื่อกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคล เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และลงโทษตามมาตรา 114 มาด้วยจึงไม่ถูกต้อง

สินค้าของกลางทั้งสี่สำนวนจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน เพียงแต่จำเลยที่ 2 แบ่งสินค้านำไปวางเสนอจำหน่ายเพื่อหากำไรที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่คนละสถานที่ แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นสี่สำนวน เมื่อมีการรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนนี้เข้าด้วยกันเสมือนหนึ่งเป็นคดีเดียวกัน จึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น นอกจากนี้การที่ห้างจำเลยที่ 5 ได้แยกวางเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางที่สำนักงานใหญ่และที่สำนักงานสาขาในวันเวลาเดียวกัน ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 5 แยกเป็นความผิด 2 กรรม เพราะต้องถือว่าจำเลยที่ 5 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกวางจำหน่ายในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเช่นเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 มาเป็นความผิดหลายกรรมตามรายสำนวนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร และเมื่อพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางตามบทกฎหมาย มาตรา 115 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์สินค้าของกลางนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 อันเป็นบททั่วไปอีก จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย และปัญหาทั้งหมดดังกล่าวมานั้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยไม่ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 114 ส่วนสินค้าของกลางทั้งหมดให้ริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 การกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนและการกระทำของจำเลยที่ 5 ทั้งสองสำนวนเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 12,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ปรับ 66,666.66 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามเดิม จำเลยที่ 3 ให้ปรับ 6,666.66 บาท และจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001191.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537 -
year
2543