คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2550 ฉบับเต็ม

#267495
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2550 นายประพล โหบาง โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา กับพวก จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การชะลอการขึ้นเงินเดือนเป็นคำสั่งทั่วไปที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมายและมีเหตุอันสมควร เพราะระหว่างที่ยังสอบสวนไม่เสร็จหากเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์แล้วต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดจริง จะทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายยากที่จะเรียกร้องเงินคืนจากโจทก์ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีความผิดวินัย โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนย้อนหลัง ได้รับบำเหน็จความชอบตามสมควรแก่กรณี ในระหว่างที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจำเลยทั้งสองชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนได้แก่โจทก์ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าโจทก์กระทำความผิดระเบียบหรือไม่ ไม่มีผลทำให้สภาพการจ้างของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เพราะโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ ได้รับค่าจ้างตามปกติ คำสั่งชะลอการเลื่อนขึ้นเงินเดือนดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ จากอัตรา 46,950 บาท เป็นอัตรา 49,910 บาท และให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินเดือนในขั้นที่เพิ่มขึ้น จำนวน 2,960 บาท ในแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า การชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ไว้ก่อนในระหว่างที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเป็นระเบียบปฏิบัติที่จำเลยทั้งสองได้ถือปฏิบัติตลอดมา เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่า การชะลอการขึ้นเงินเดือนเป็นคำสั่งทั่วไปที่จำเลยสามารถกระทำได้ไม่ขัดต่อกฎหมายและมีเหตุอันสมควรเพราะระหว่างที่ยังสอบสวนไม่เสร็จหากเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์แล้วต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดจริงจะทำให้จำเลยเสียหายยากที่จะเรียกร้องเงินคืนจากโจทก์ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีความผิดวินัย โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนย้อนหลัง ได้รับบำเหน็จความชอบตามควรแก่กรณี ดังนี้คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำให้การในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสองให้ชะลอการขึ้นเงินเดือนแก่โจทก์ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างที่โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจำเลยทั้งสองชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์นั้นอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบหรือไม่ ไม่มีผลทำให้สภาพการจ้างของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เพราะโจทก์ยังเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ ได้รับค่าจ้างตามปกติ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนย้อนหลังและยังอาจได้รับบำเหน็จความชอบตามควรแก่กรณีอีก จึงไม่ทำให้สิทธิอันควรได้ของโจทก์เสียไปหรือได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 3 ก็ยังคงใช้บังคับแก่โจทก์เหมือนเดิม จึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแต่ประการใด ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-พิชิต คำแฝง-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลแรงงานกลาง - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267495
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017630"
    }
}
date
2550
deka_no
2646/2550
deka_running_no
2646
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 20"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประพล โหบาง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ จากอัตรา 46,950 บาท เป็นอัตรา 49,910 บาท และให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินเดือนในขั้นที่เพิ่มขึ้น จำนวน 2,960 บาท ในแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า การชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ไว้ก่อนในระหว่างที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเป็นระเบียบปฏิบัติที่จำเลยทั้งสองได้ถือปฏิบัติตลอดมา เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่า การชะลอการขึ้นเงินเดือนเป็นคำสั่งทั่วไปที่จำเลยสามารถกระทำได้ไม่ขัดต่อกฎหมายและมีเหตุอันสมควรเพราะระหว่างที่ยังสอบสวนไม่เสร็จหากเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์แล้วต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดจริงจะทำให้จำเลยเสียหายยากที่จะเรียกร้องเงินคืนจากโจทก์ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีความผิดวินัย โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเดือนย้อนหลัง ได้รับบำเหน็จความชอบตามควรแก่กรณี ดังนี้คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำให้การในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสองให้ชะลอการขึ้นเงินเดือนแก่โจทก์ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างที่โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจำเลยทั้งสองชะลอการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์นั้นอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบหรือไม่ ไม่มีผลทำให้สภาพการจ้างของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เพราะโจทก์ยังเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ ได้รับค่าจ้างตามปกติ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนย้อนหลังและยังอาจได้รับบำเหน็จความชอบตามควรแก่กรณีอีก จึงไม่ทำให้สิทธิอันควรได้ของโจทก์เสียไปหรือได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 3 ก็ยังคงใช้บังคับแก่โจทก์เหมือนเดิม จึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแต่ประการใด ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000691.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550