คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7183/2549 ฉบับเต็ม

#267516
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7183/2549 กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง โจทก์ นายเชิดศักดิ์ วรุณวัชรินทร์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 113 ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 (3), มาตรา 30 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ สัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติกรรมนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว และโจทก์มิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ ปรส. ระหว่างโจทก์กับ ปรส. เกิดขึ้นจากการที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 (3) ให้อำนาจ ปรส. มีอำนาจชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งในคดีนี้คือ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เพราะบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจ ปรส. มีอำนาจขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวได้อีกโดยเปิดประมูลอย่างเปิดเผย เมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อซึ่งมีจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวได้ การซื้อขายของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นไปตามที่ พ.ร.ก.การปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กำหนด สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาซื้อขายความกัน และมิได้เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 379,566.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 262,305 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 379,566.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 262,305 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับดำเนินกิจการและได้ปิดกิจการโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินค้าและสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้จาก ปรส. สำหรับฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ สัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติกรรมนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน (ปรส.) ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2542 นั้น เป็นการทำสัญญาซื้อขายความกันและเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 (3) ให้อำนาจองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีอำนาจชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งในคดีนี้คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เพราะในกรณีนี้บริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้และเมื่อให้อำนาจตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว พระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีอำนาจขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้อีกโดยให้เปิดประมูลอย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อซึ่งมีจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้ การซื้อขายของโจทก์ดังกล่าวเป็นไปตามที่พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กำหนด สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จึงหาใช่สัญญาซื้อขายความกันและเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยฎีกาไม่... พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์-สิทธิชัย รุ่งตระกูล-ธนัท วิรบุตร์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายมนตรี จันทมณีโชติ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.418/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267516
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายมนตรี จันทมณีโชติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายอาวุธ ปั้นปรีชา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021118"
    }
}
date
2549
deka_no
7183/2549
deka_running_no
7183
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "ธนัท วิรบุตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 113"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 7 (3)",
            "ม. 30 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเชิดศักดิ์ วรุณวัชรินทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 379,566.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 262,305 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 379,566.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 262,305 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับดำเนินกิจการและได้ปิดกิจการโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินค้าและสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้จาก ปรส. สำหรับฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ สัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติกรรมนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวและโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน (ปรส.) ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2542 นั้น เป็นการทำสัญญาซื้อขายความกันและเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 (3) ให้อำนาจองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีอำนาจชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งในคดีนี้คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) เพราะในกรณีนี้บริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้และเมื่อให้อำนาจตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว พระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีอำนาจขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้อีกโดยให้เปิดประมูลอย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อซึ่งมีจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้ การซื้อขายของโจทก์ดังกล่าวเป็นไปตามที่พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กำหนด สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จึงหาใช่สัญญาซื้อขายความกันและเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยฎีกาไม่...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000722.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.418/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549