คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7924/2549 ฉบับเต็ม

#267529
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7924/2549 ห้างหุ้นส่วนจำกัดเขาตาเก้า โจทก์ บริษัทชัยรัชกิจ หัวหิน มอเตอร์เซลล์ จำกัด ผู้ร้อง นายสมชาย ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 290 หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นหนี้ที่เกิดจากจำเลยค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อต่อผู้ร้อง ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกจากจำเลยเป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของผู้ใช้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินจากจำเลยในกรณีจำเลยผิดสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นหนี้ที่ผู้ร้องฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่จำเลยค้างชำระก่อนเลิกสัญญา ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนมาแล้วนำออกจำหน่ายหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวต่อไปในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเลิกสัญญา หนี้ทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงเป็นหนี้คนละส่วนกัน ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62142 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ 1863/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยและนางอังคณา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ภรรยาของจำเลยร่วมกันชำระเงิน 4,184,625 บาท โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยและนางอังคณาไม่ชำระ ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย 1 รายการ ราคาประมาณ 30,000 บาท นอกจากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นใดของจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางอังคณามีมูลหนี้มาจากจำเลยและนางอังคณาทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุก 10 คัน จากผู้ร้อง เมื่อผิดนัดหลังจากศาลพิพากษาตามยอม ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนไป 5 คัน รวมราคาประมาณ 5,000,000 บาท เกินกว่ายอดหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมห้างหุ้นส่วนจำกัดจอมบึงพัฒนกิจและห้างหุ้นส่วนจำกัดราชบุรีวิบูลย์พาณิชย์ซึ่งมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและนางอังคณา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ เป็นหุ้นส่วน ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุก 10 คัน ไปจากผู้ร้อง ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.2 ถึง ร.11 โดยจำเลยและนางอังคณาร่วมกันสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ต่อมาผู้ร้องเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยและนางอังคณาให้ร่วมกันชำระเงินตามเช็ค 13 ฉบับ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้ร้องยึดรถบรรทุก 3 คัน กลับคืนจากผู้เช่าซื้อ และในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยและนางอังคณาร่วมกันชำระเงิน 4,184,625 บาท ต่อผู้ร้องโดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ร.18 ก่อนถึงกำหนดผ่อนชำระงวดแรก ผู้ร้องยึดรถบรรทุกอีก 5 คัน กลับคืนมาจากผู้เช่าซื้อ รวมเป็น 8 คัน ตามบันทึกรับรถเอกสารหมาย จ.15 ผู้ร้องนำรถบรรทุกที่ยึดมาออกขาย 4 คัน ราคาคันละ 490,000 บาท 3 คัน คันที่ 4 ราคา 500,000 บาท และให้เช่าซื้อ 3 คัน ราคาคันละ 1,035,200 บาท 2 คัน อีกคันหนึ่งราคา 988,000 บาท ตามสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเสร็จรับเงิน และสำเนาสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมาย ร.40 ถึง ร.46 ส่วนรถบรรทุกคันที่ 8 ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ จำเลยและนางอังคณาผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย 1 รายการ ราคาประมาณ 30,000 บาท นอกจากที่ดินที่โจทก์ยึดแล้วผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า เงินที่ได้จากการจำหน่ายรถบรรทุกที่ยึดมาไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยนำสืบว่า รถบรรทุกที่ผู้ร้องยึดกลับคืนไปมีราคาคันละ 1,000,000 บาท เกินกว่ายอดหนี้ตามคำพิพากษา เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางอังคณาเป็นหนี้ที่เกิดจากจำเลยและนางอังคณาค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อต่อผู้ร้อง ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกจากผู้เช่าซื้อเป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินจากผู้เช่าซื้อในกรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นหนี้ที่ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญา ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนมาแล้วนำออกจำหน่าย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่เพียงใดก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวกันต่อไปในระหว่างผู้ร้องกับผู้เช่าซื้อเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเลิกสัญญา หนี้ทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงเป็นหนี้คนละส่วนกัน ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนผู้ร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นให้เป็นพับ. (สุรศักดิ์ สุวรรณประกร-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267529
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082020559"
    }
}
date
2549
deka_no
7924/2549
deka_running_no
7924
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 290"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดเขาตาเก้า"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทชัยรัชกิจ หัวหิน มอเตอร์เซลล์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชาย ตั้งวิบูลย์พาณิชย์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62142 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ 1863/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยและนางอังคณา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ภรรยาของจำเลยร่วมกันชำระเงิน 4,184,625 บาท โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยและนางอังคณาไม่ชำระ ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย 1 รายการ ราคาประมาณ 30,000 บาท นอกจากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นใดของจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางอังคณามีมูลหนี้มาจากจำเลยและนางอังคณาทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุก 10 คัน จากผู้ร้อง เมื่อผิดนัดหลังจากศาลพิพากษาตามยอม ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนไป 5 คัน รวมราคาประมาณ 5,000,000 บาท เกินกว่ายอดหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมห้างหุ้นส่วนจำกัดจอมบึงพัฒนกิจและห้างหุ้นส่วนจำกัดราชบุรีวิบูลย์พาณิชย์ซึ่งมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและนางอังคณา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ เป็นหุ้นส่วน ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุก 10 คัน ไปจากผู้ร้อง ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.2 ถึง ร.11 โดยจำเลยและนางอังคณาร่วมกันสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ต่อมาผู้ร้องเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยและนางอังคณาให้ร่วมกันชำระเงินตามเช็ค 13 ฉบับ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้ร้องยึดรถบรรทุก 3 คัน กลับคืนจากผู้เช่าซื้อ และในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยและนางอังคณาร่วมกันชำระเงิน 4,184,625 บาท ต่อผู้ร้องโดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ร.18 ก่อนถึงกำหนดผ่อนชำระงวดแรก ผู้ร้องยึดรถบรรทุกอีก 5 คัน กลับคืนมาจากผู้เช่าซื้อ รวมเป็น 8 คัน ตามบันทึกรับรถเอกสารหมาย จ.15 ผู้ร้องนำรถบรรทุกที่ยึดมาออกขาย 4 คัน ราคาคันละ 490,000 บาท 3 คัน คันที่ 4 ราคา 500,000 บาท และให้เช่าซื้อ 3 คัน ราคาคันละ 1,035,200 บาท 2 คัน อีกคันหนึ่งราคา 988,000 บาท ตามสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเสร็จรับเงิน และสำเนาสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมาย ร.40 ถึง ร.46 ส่วนรถบรรทุกคันที่ 8 ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ จำเลยและนางอังคณาผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย 1 รายการ ราคาประมาณ 30,000 บาท นอกจากที่ดินที่โจทก์ยึดแล้วผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า เงินที่ได้จากการจำหน่ายรถบรรทุกที่ยึดมาไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยนำสืบว่า รถบรรทุกที่ผู้ร้องยึดกลับคืนไปมีราคาคันละ 1,000,000 บาท เกินกว่ายอดหนี้ตามคำพิพากษา เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางอังคณาเป็นหนี้ที่เกิดจากจำเลยและนางอังคณาค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อต่อผู้ร้อง ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกจากผู้เช่าซื้อเป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินจากผู้เช่าซื้อในกรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นหนี้ที่ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญา ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนมาแล้วนำออกจำหน่าย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่เพียงใดก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวกันต่อไปในระหว่างผู้ร้องกับผู้เช่าซื้อเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเลิกสัญญา หนี้ทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงเป็นหนี้คนละส่วนกัน ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนผู้ร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000717.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549