คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549 ฉบับเต็ม

#267534
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549 นางสมปอง ลียากาศ โดยนางอุษา ภาษีผล ผู้อนุบาล กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 23, มาตรา 24, มาตรา 26, มาตรา 27, มาตรา 39, มาตรา 56 เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุไว้ชัดเจนว่าผู้โอนได้รับเงินมัดจำจากผู้รับโอนไปถูกต้องแล้ว แม้ผู้รับโอนจะทำสัญญากู้เงินจากผู้โอนไว้ เป็นจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินมัดจำ ก็เท่ากับผู้โอนมอบเงินมัดจำนั้นให้เป็นเงินกู้แก่ผู้รับโอน เงินมัดจำดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวโดยปลดภาษี 104,731,200 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำขออื่น จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 ถึง 2105 ตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ แก่นายประกอบ ในราคา 180,000,000 บาท และเข้าเป็นหุ้นส่วนจัดทำโครงการสวนเกษตรแปลงย่อยขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อแบ่งปันกำไรกัน โดยนายประกอบทำสัญญากู้ยืมเงิน 72,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสองในวันเดียวกันมาวางมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่โจทก์ทั้งสองมิได้นำเงินค่ามัดจำ 72,000,000 บาท มาคิดเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2537 จำเลยจึงออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาไต่สวนและประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 26,182,800 บาท เบี้ยปรับ 52,365,600 บาท และเงินเพิ่มถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2543 อีก 26,182,800 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินมัดจำเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 จึงให้ยกอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จำเลยประเมินไว้หรือไม่ เห็นว่า ความในประมวลรัษฎากร มาตรา 56 บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่า ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์หรือผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ภายในเดือนมีนาคมทุกๆ ปี โดยความในวรรคสองที่บังคับแก่คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลดังเช่นกรณีโจทก์ทั้งสองก็บัญญัติภาระหน้าที่ของผู้อำนวยการหรือผู้จัดการให้เป็นผู้รับผิดเสียภาษีในชื่อคณะบุคคลนั้น เมื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2 ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้โอนได้รับเงินมัดจำจากผู้รับโอนไปถูกต้องแล้ว จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินมัดจำ 72,000,000 บาท ไว้จากนายประกอบแล้ว แม้นายประกอบจะได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 72,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสองไว้ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมอบเงินมัดจำที่รับไว้ให้นายประกอบรับเป็นเงินกู้ไปนั่นเอง เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินมัดจำจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว จึงต้องด้วยเกณฑ์เงินสดที่ใช้เป็นหลักพิจารณาเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามบทนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เพราะมิใช่เงินที่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับหรือเงินที่ยังค้างชำระกันอยู่อันไม่อาจถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับเป็นค่ามัดจำในระหว่างปีภาษี 2537 ภายในเดือนมีนาคม 2538 เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2537 และชำระภาษี เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23, 24, 26 และ 27 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท. (ธนพจน์ อารยลักษณ์-ทองหล่อ โฉมงาม-องอาจ โรจนสุพจน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267534
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสรายุทธ์ วุฒยภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021580"
    }
}
date
2549
deka_no
6340/2549
deka_running_no
6340
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 24",
            "ม. 26",
            "ม. 27",
            "ม. 39",
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางสมปอง ลียากาศ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โดยนางอุษา ภาษีผล ผู้อนุบาล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวโดยปลดภาษี 104,731,200 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำขออื่น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 ถึง 2105 ตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ แก่นายประกอบ ในราคา 180,000,000 บาท และเข้าเป็นหุ้นส่วนจัดทำโครงการสวนเกษตรแปลงย่อยขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อแบ่งปันกำไรกัน โดยนายประกอบทำสัญญากู้ยืมเงิน 72,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสองในวันเดียวกันมาวางมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่โจทก์ทั้งสองมิได้นำเงินค่ามัดจำ 72,000,000 บาท มาคิดเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2537 จำเลยจึงออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาไต่สวนและประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 26,182,800 บาท เบี้ยปรับ 52,365,600 บาท และเงินเพิ่มถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2543 อีก 26,182,800 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินมัดจำเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 จึงให้ยกอุทธรณ์

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จำเลยประเมินไว้หรือไม่ เห็นว่า ความในประมวลรัษฎากร มาตรา 56 บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่า ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์หรือผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ภายในเดือนมีนาคมทุกๆ ปี โดยความในวรรคสองที่บังคับแก่คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลดังเช่นกรณีโจทก์ทั้งสองก็บัญญัติภาระหน้าที่ของผู้อำนวยการหรือผู้จัดการให้เป็นผู้รับผิดเสียภาษีในชื่อคณะบุคคลนั้น เมื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2 ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้โอนได้รับเงินมัดจำจากผู้รับโอนไปถูกต้องแล้ว จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินมัดจำ 72,000,000 บาท ไว้จากนายประกอบแล้ว แม้นายประกอบจะได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 72,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสองไว้ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมอบเงินมัดจำที่รับไว้ให้นายประกอบรับเป็นเงินกู้ไปนั่นเอง เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินมัดจำจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว จึงต้องด้วยเกณฑ์เงินสดที่ใช้เป็นหลักพิจารณาเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามบทนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เพราะมิใช่เงินที่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับหรือเงินที่ยังค้างชำระกันอยู่อันไม่อาจถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับเป็นค่ามัดจำในระหว่างปีภาษี 2537 ภายในเดือนมีนาคม 2538 เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2537 และชำระภาษี เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23, 24, 26 และ 27 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000726.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549