คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2548 ฉบับเต็ม

#267571
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2548 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ฯ โจทก์ นายเขมทัต สุคนธสิงห์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 226 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 226 ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10ในฐานะผู้จำนองตามที่บริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเป็นหนีธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 7 ฉบับตามเอกสารท้ายฟ้องเพื่อให้ร่วมกันชำระเงิน จำนวน9,932,969.88 บาท ซึ่งเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าวนั้น เดิมธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินและสิทธิเรียกร้องของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไปทั้งหมด และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสิบและบริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแอดวานซ์แคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ยื่นคำร้องฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางและเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง บริษัทบริหารทรัพย์สินทรัพย์ไทย ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งหกไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-อุดมศักดิ์ นิติมนตรี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267571
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034327"
    }
}
date
2548
deka_no
1412/2548
deka_running_no
1412
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    },
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "sections": [
            "ม. 264"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ฯ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเขมทัต สุคนธสิงห์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10ในฐานะผู้จำนองตามที่บริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเป็นหนีธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 7 ฉบับตามเอกสารท้ายฟ้องเพื่อให้ร่วมกันชำระเงิน จำนวน9,932,969.88 บาท ซึ่งเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าวนั้น เดิมธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินและสิทธิเรียกร้องของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไปทั้งหมด และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสิบและบริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแอดวานซ์แคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ยื่นคำร้องฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางและเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวแล้ว

จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง บริษัทบริหารทรัพย์สินทรัพย์ไทย ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งหกไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000844.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548