คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2549 ฉบับเต็ม

#267578
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2549 นายพิชิต ก้อนทรัพย์ โจทก์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 172 คำฟ้องโจทก์มีเนื้อหาเกินควรกว่าที่จำเป็นและมีมากตอนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาทิ ฟ้องข้อ 1 ใช้ถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดระหว่างพิจารณาเนื้อหาสาระผลงาน มาตรา 17, 24, 26 และ 27 พร้อมกฎกระทรวงฉบับที่ 21 และยื่นคำขอเป็นครั้งแรกละเมิดมาตรา 24, 25 และ 26 และข้อหาหรือฐานความผิดเบื้องหลังผลงานพ้นจากมาตรา 24, 25, 26 ไปแล้ว และได้เข้าสู่มาตรา 27 หรือในข้อ 2 มีถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดละเมิดผิดสัตยาบรรณ รับรองผลไม่เสียหาย ซึ่งอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าโจทก์ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายในเรื่องใด หรือการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หรือฟ้องข้อ 3 มีข้อความว่า ข้อหาหรือฐานความผิด คำสั่งยกคำขอมิชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์กล่าวหาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรว่าเซ็นคำสั่งยกคำขอไม่ถูกต้องเพราะจะปฎิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามิได้เนื่องจากไปขัดข้ามตำแหน่งทางปกครองระดับกรมของรองอธิบดีซึ่งปกครองระดับสำนักงานและเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เป็นต้น จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับอีกด้วย ทั้งคำฟ้องของโจทก์ยังมีความฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจจึงเป็นคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องที่ยื่นในครั้งแรกแล้ว มีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อทำมาใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 18 ต่อมาโจทก์ทำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องฉบับที่โจทก์นำมายื่นใหม่แล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ได้ปฎิบัติตามคำสั่งของศาล โดยคำฟ้องยังคงเขียนฟุ่มเฟือยและอ่านไม่เข้าใจ เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและตามข้อกำหนดในกรณีที่ไม่มีบัญญัติไว้ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การฟ้องคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากจะต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งหรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วกฎหมายยังได้กำหนดกรอบของคำฟ้องไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 67 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 รวมความว่า คำฟ้องจะต้องทำตามแบบพิมพ์ของศาลและต้องแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โดยมีคำอธิบายเป็นสังเขปไว้ในมาตรา 18 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า คำฟ้องต้องสามารถอ่านออก อ่านเข้าใจ ไม่เขียนฟุ่มเฟือย ต้องมีรายการและมีลายมือชื่อคู่ความ เป็นอาทิ ซึ่งชั้นตรวจรับคำฟ้องฉบับที่โจทก์ยื่นมาในครั้งแรก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปจัดทำมาใหม่โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีเองและบรรยายฟ้องอ่านไม่เข้าใจ ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงมีคำสั่งคืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปจัดทำมาใหม่โดยมีข้อแนะนำประกอบ แต่เมื่อโจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับเพราะไม่อาจเข้าใจได้ว่า โจทก์ถูกจำเลยคนใดโต้แย้งสิทธิในเรื่องใดและจะบังคับจำเลยคนใดอย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลถูกฟ้องได้ด้วยเหตุใด จึงเป็นปัญหาในชั้นนี้ว่าคำฟ้องที่โจทก์นำมายื่นใหม่นั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ที่นำมายื่นใหม่เนื้อหาสาระยังคงเดิมเกือบทุกประการโดยเฉพาะในส่วนคำบรรยายฟ้องที่มีความฟุ่มเฟือย กล่าวคือ มีเนื้อหาเกินควรกว่าที่จำเป็นและมีมากตอนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาทิ ฟ้องข้อ 1 ใช้ถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดระหว่างพิจารณาเนื้อหาสาระผลงาน มาตรา 17, 24, 25, 26 และ 27 พร้อมกฎกระทรวงฉบับที่ 21 และยื่นคำขอเป็นครั้งแรกละเมิดมาตรา 24, 25 และ 26 และข้อหาหรือฐานความผิดเบื้องหลังผลงานพ้นจากมาตรา 24, 25 26 ไปแล้ว และได้เข้าสู่มาตรา 27 หรือในข้อ 2 มีถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิด ละเมิดผิดสัตยาบรรณ รับรองผลไม่เสียหาย ซึ่งอ่านแล้วไม่เข้าใจว่า โจทก์ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายในเรื่องใด หรือการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หรือฟ้องข้อ 3 มีข้อความว่า ข้อหาหรือฐานความผิดคำสั่งยกคำขอมิชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์กล่าวหาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรว่าเซ็นคำสั่งยกคำขอไม่ถูกต้องเพราะจะปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามิได้เนื่องจากไปขัดข้ามตำแหน่งทางปกครองระดับกรมของรองอธิบดีซึ่งปกครองระดับสำนักงานและเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เป็นต้น คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับอีกด้วย ทั้งคำฟ้องของโจทก์ยังมีความฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดและบทมาตราดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. (เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำฟ้องเป็นคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) ต้องตรวจตามมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 172 วรรคสาม ว่าจะรับฟ้องหรือไม่ อันอยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความหรือตรวจฟ้อง มาตรา 18 วรรคสอง ให้ตรวจว่าคำคู่ความนั้นอ่านออกหรืออ่านเข้าใจหรือไม่ เขียนฟุ่มเฟือยเกินไปหรือไม่ มาตรา 172 วรรคสาม ก็ให้ตรวจตามมาตรา 18 วรรคสอง ส่วนมาตรา 172 วรรคสองที่กำหนดหลักเกณฑ์ของการบรรยายฟ้องว่าคำฟ้องต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ถ้าบรรยายไม่ชัดแจ้งถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมศาลต้องพิพากษายกฟ้องนั้น เพราะถือว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ แต่ปัญหาดังกล่าว ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ เพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 142 (5) จำเลยจึงต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ให้ศาลวินิจฉัย ในชั้นตรวจฟ้องจึงไม่ได้ตรวจในเรื่องนี้ที่ศาลชั้นต้นยกหลักเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่น่าจะชอบ การตรวจตามมาตรา 172 วรรคสาม จึงมิได้ตรวจดูว่าคำฟ้องชัดแจ้งตามมาตรา 172 วรรคสอง หรือไม่ และคำฟ้องชัดแจ้งหรือไม่ก็ไม่น่าจะเป็นคำฟ้องที่อ่านไม่ออกอ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไปตามมาตรา 18 วรรคสอง คำฟ้องคดีนี้น่าจะเป็นคำฟ้องที่ฟุ่มเฟือยเกินไป และอ่านไม่เข้าใจต้องด้วยมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 172 วรรคสาม ที่จะต้องสั่งไม่รับฟ้องหรือยกเสียตามมาตรา 172 วรรคสาม และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดตามมาตรา 151 เท่านั้น มิใช่ยกฟ้องเพราะเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267578
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082020225"
    }
}
date
2549
deka_no
8388/2549
deka_running_no
8388
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพิชิต ก้อนทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องที่ยื่นในครั้งแรกแล้ว มีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อทำมาใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 18 ต่อมาโจทก์ทำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องฉบับที่โจทก์นำมายื่นใหม่แล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ได้ปฎิบัติตามคำสั่งของศาล โดยคำฟ้องยังคงเขียนฟุ่มเฟือยและอ่านไม่เข้าใจ เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและตามข้อกำหนดในกรณีที่ไม่มีบัญญัติไว้ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การฟ้องคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากจะต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งหรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วกฎหมายยังได้กำหนดกรอบของคำฟ้องไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 67 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 รวมความว่า คำฟ้องจะต้องทำตามแบบพิมพ์ของศาลและต้องแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โดยมีคำอธิบายเป็นสังเขปไว้ในมาตรา 18 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า คำฟ้องต้องสามารถอ่านออก อ่านเข้าใจ ไม่เขียนฟุ่มเฟือย ต้องมีรายการและมีลายมือชื่อคู่ความ เป็นอาทิ ซึ่งชั้นตรวจรับคำฟ้องฉบับที่โจทก์ยื่นมาในครั้งแรก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปจัดทำมาใหม่โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีเองและบรรยายฟ้องอ่านไม่เข้าใจ ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงมีคำสั่งคืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปจัดทำมาใหม่โดยมีข้อแนะนำประกอบ แต่เมื่อโจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับเพราะไม่อาจเข้าใจได้ว่า โจทก์ถูกจำเลยคนใดโต้แย้งสิทธิในเรื่องใดและจะบังคับจำเลยคนใดอย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลถูกฟ้องได้ด้วยเหตุใด จึงเป็นปัญหาในชั้นนี้ว่าคำฟ้องที่โจทก์นำมายื่นใหม่นั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ที่นำมายื่นใหม่เนื้อหาสาระยังคงเดิมเกือบทุกประการโดยเฉพาะในส่วนคำบรรยายฟ้องที่มีความฟุ่มเฟือย กล่าวคือ มีเนื้อหาเกินควรกว่าที่จำเป็นและมีมากตอนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาทิ ฟ้องข้อ 1 ใช้ถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดระหว่างพิจารณาเนื้อหาสาระผลงาน มาตรา 17, 24, 25, 26 และ 27 พร้อมกฎกระทรวงฉบับที่ 21 และยื่นคำขอเป็นครั้งแรกละเมิดมาตรา 24, 25 และ 26 และข้อหาหรือฐานความผิดเบื้องหลังผลงานพ้นจากมาตรา 24, 25 26 ไปแล้ว และได้เข้าสู่มาตรา 27 หรือในข้อ 2 มีถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิด ละเมิดผิดสัตยาบรรณ รับรองผลไม่เสียหาย ซึ่งอ่านแล้วไม่เข้าใจว่า โจทก์ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายในเรื่องใด หรือการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หรือฟ้องข้อ 3 มีข้อความว่า ข้อหาหรือฐานความผิดคำสั่งยกคำขอมิชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์กล่าวหาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรว่าเซ็นคำสั่งยกคำขอไม่ถูกต้องเพราะจะปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามิได้เนื่องจากไปขัดข้ามตำแหน่งทางปกครองระดับกรมของรองอธิบดีซึ่งปกครองระดับสำนักงานและเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เป็นต้น คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับอีกด้วย ทั้งคำฟ้องของโจทก์ยังมีความฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดและบทมาตราดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำฟ้องเป็นคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) ต้องตรวจตามมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 172 วรรคสาม ว่าจะรับฟ้องหรือไม่ อันอยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความหรือตรวจฟ้อง มาตรา 18 วรรคสอง ให้ตรวจว่าคำคู่ความนั้นอ่านออกหรืออ่านเข้าใจหรือไม่ เขียนฟุ่มเฟือยเกินไปหรือไม่ มาตรา 172 วรรคสาม ก็ให้ตรวจตามมาตรา 18 วรรคสอง ส่วนมาตรา 172 วรรคสองที่กำหนดหลักเกณฑ์ของการบรรยายฟ้องว่าคำฟ้องต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ถ้าบรรยายไม่ชัดแจ้งถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมศาลต้องพิพากษายกฟ้องนั้น เพราะถือว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ แต่ปัญหาดังกล่าว ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ เพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 142 (5) จำเลยจึงต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ให้ศาลวินิจฉัย ในชั้นตรวจฟ้องจึงไม่ได้ตรวจในเรื่องนี้ที่ศาลชั้นต้นยกหลักเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่น่าจะชอบ การตรวจตามมาตรา 172 วรรคสาม จึงมิได้ตรวจดูว่าคำฟ้องชัดแจ้งตามมาตรา 172 วรรคสอง หรือไม่ และคำฟ้องชัดแจ้งหรือไม่ก็ไม่น่าจะเป็นคำฟ้องที่อ่านไม่ออกอ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไปตามมาตรา 18 วรรคสอง คำฟ้องคดีนี้น่าจะเป็นคำฟ้องที่ฟุ่มเฟือยเกินไป และอ่านไม่เข้าใจต้องด้วยมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 172 วรรคสาม ที่จะต้องสั่งไม่รับฟ้องหรือยกเสียตามมาตรา 172 วรรคสาม และคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดตามมาตรา 151 เท่านั้น มิใช่ยกฟ้องเพราะเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000714.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549