คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2549 ฉบับเต็ม

#267584
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2549 นายธิติ รัตนกาญจน์ โจทก์ บริษัท 101 ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 69, มาตรา 368, มาตรา 391, มาตรา 823 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ แต่จำเลยผู้จะขายจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาอันสมควร เมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และจำเลยรับเงินที่โจทก์ผ่อนชำระตามสัญญาไปครบถ้วนเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 3 เดือน แต่จำเลยยังมิได้ลงมือก่อสร้างบ้านเลย ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เหตุที่จำเลยสร้างบ้านให้แก่โจทก์ไม่ได้เป็นเพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ผิดสัญญากับจำเลยโดยไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยตามสัญญา เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โดยเฉพาะ ไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ได้ โจทก์ไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยจดทะเบียนสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจำเลยอยู่แห่งหนึ่ง แต่ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวที่จำเลยออกให้โจทก์ได้ระบุที่ตั้งที่ทำการจำเลยอยู่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลย ถือได้ว่าจำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่ง และที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลยถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ ที่นั้นด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 69 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังสำนักงานโครงการซึ่งเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3141 เนื้อที่ 24 ตารางวา จากจำเลย โจทก์ชำระราคาให้จำเลยไปแล้วเป็นเงิน 476,000 บาท แต่จำเลยไม่ปลูกสร้างอาคารและไม่จัดสร้างสาธารณูปโภคตามข้อตกลง โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 648,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 476,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา เพราะตามสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายให้โจทก์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมทั้งได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว โดยจำเลยจะแจ้งโจทก์ให้มารับโอนภายใน 15 วัน ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินให้โจทก์ โจทก์ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยก่อสร้างอาคารและบอกเลิกสัญญา จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 24 ตารางวา กับจำเลย โดยโจทก์ผู้จะซื้อชำระเงินค่าที่ดินและบ้านในวันทำสัญญา 55,000 บาท ชำระเงินค่าวัสดุก่อสร้าง 18,000 บาท และชำระค่างวดจนครบถ้วนทั้ง 14 งวด เป็นเงิน 403,000 บาท โดยชำระงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 476,000 บาท ให้จำเลยผู้จะขายแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างบ้านให้โจทก์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว ที่จำเลยยังสร้างบ้านให้โจทก์ไม่ได้เพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ยอมให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปจัดสรรและไม่ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยเพื่อดำเนินการตามโครงการนี้ต่อไป จำเลยจึงไม่สามารถสร้างบ้านให้โจทก์ได้ และยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 จะไม่มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยผู้จะขายจะต้องดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาอันสมควร แต่กลับได้ความจากนางพรพรรณ คลังมี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่า จำเลยยังไม่ได้ก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และจำเลยรับเงินที่โจทก์ผ่อนชำระตามสัญญาไปครบถ้วนเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 3 เดือน แต่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยยังมิได้ลงมือก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์เลย กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเหตุที่จำเลยสร้างบ้านให้แก่โจทก์ไม่ได้เป็นเพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ผิดสัญญากับจำเลยโดยไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยตามสัญญานั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินที่ได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและหนังสือบอกเลิกสัญญาส่งไปที่สำนักงานโครงการจำเลย มิได้ส่งไปที่สำนักงานแห่งใหญ่ที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปที่สำนักงานโครงการจำเลยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะจดทะเบียนสำนักงานแห่งใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง แต่ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย จ.3 แผ่นสุดท้ายที่จำเลยออกให้โจทก์ได้ระบุที่ตั้งที่ทำการจำเลยอยู่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนางพรพรรณ คลังมี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลย เมื่อหนังสือบอกเลิกสัญญาที่โจทก์ส่งให้แก่จำเลย ณ ที่อยู่ดังกล่าวซึ่งตามใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.5 ระบุว่าผู้รับแทนเป็นพนักงานของจำเลย ดังนี้ย่อมถือได้ว่า จำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่ง และที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลยถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ ที่นั้นด้วย ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังสำนักงานโครงการซึ่งเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งนั้นจึงชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์. (เฉลิมชัย จารุไพบูลย์-พิชิต คำแฝง-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267584
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023737"
    }
}
date
2549
deka_no
3776/2549
deka_running_no
3776
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมชัย จารุไพบูลย์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 69",
            "ม. 368",
            "ม. 391",
            "ม. 823"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธิติ รัตนกาญจน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท 101 ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3141 เนื้อที่ 24 ตารางวา จากจำเลย โจทก์ชำระราคาให้จำเลยไปแล้วเป็นเงิน 476,000 บาท แต่จำเลยไม่ปลูกสร้างอาคารและไม่จัดสร้างสาธารณูปโภคตามข้อตกลง โจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 648,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 476,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา เพราะตามสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายให้โจทก์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมทั้งได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว โดยจำเลยจะแจ้งโจทก์ให้มารับโอนภายใน 15 วัน ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินให้โจทก์ โจทก์ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยก่อสร้างอาคารและบอกเลิกสัญญา จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 24 ตารางวา กับจำเลย โดยโจทก์ผู้จะซื้อชำระเงินค่าที่ดินและบ้านในวันทำสัญญา 55,000 บาท ชำระเงินค่าวัสดุก่อสร้าง 18,000 บาท และชำระค่างวดจนครบถ้วนทั้ง 14 งวด เป็นเงิน 403,000 บาท โดยชำระงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 476,000 บาท ให้จำเลยผู้จะขายแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างบ้านให้โจทก์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว ที่จำเลยยังสร้างบ้านให้โจทก์ไม่ได้เพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ยอมให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปจัดสรรและไม่ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยเพื่อดำเนินการตามโครงการนี้ต่อไป จำเลยจึงไม่สามารถสร้างบ้านให้โจทก์ได้ และยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 จะไม่มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยผู้จะขายจะต้องดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาอันสมควร แต่กลับได้ความจากนางพรพรรณ คลังมี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่า จำเลยยังไม่ได้ก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และจำเลยรับเงินที่โจทก์ผ่อนชำระตามสัญญาไปครบถ้วนเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 3 เดือน แต่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยยังมิได้ลงมือก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์เลย กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเหตุที่จำเลยสร้างบ้านให้แก่โจทก์ไม่ได้เป็นเพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ผิดสัญญากับจำเลยโดยไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่จำเลยตามสัญญานั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินที่ได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและหนังสือบอกเลิกสัญญาส่งไปที่สำนักงานโครงการจำเลย มิได้ส่งไปที่สำนักงานแห่งใหญ่ที่จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปที่สำนักงานโครงการจำเลยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะจดทะเบียนสำนักงานแห่งใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง แต่ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย จ.3 แผ่นสุดท้ายที่จำเลยออกให้โจทก์ได้ระบุที่ตั้งที่ทำการจำเลยอยู่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนางพรพรรณ คลังมี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลย เมื่อหนังสือบอกเลิกสัญญาที่โจทก์ส่งให้แก่จำเลย ณ ที่อยู่ดังกล่าวซึ่งตามใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.5 ระบุว่าผู้รับแทนเป็นพนักงานของจำเลย ดังนี้ย่อมถือได้ว่า จำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่ง และที่ตั้งสำนักงานโครงการจำเลยถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ ที่นั้นด้วย ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังสำนักงานโครงการซึ่งเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งนั้นจึงชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000746.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549