คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2549 ฉบับเต็ม

#267597
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2549 บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายชำนาญ กลิ่นโสภณ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 59, มาตรา 142, มาตรา 176, มาตรา 177 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบในข้อนี้อีก แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้าง แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบีน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมชาย เสถียร วงศ์พิพัฒน์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เวลาประมาณ 23.45 นาฬิกา ขณะที่สิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามทางลงของทางด่วนสายรามอินทรา - เอกมัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 6038 ฉะเชิงเทรา ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 สวนทางขึ้นไปบนทางลงของทางด่วนดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันเรียบร้อยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 612,809 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้แนบสำเนากรมธรรม์มาพร้อมคำฟ้องทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ขณะเกิดเหตุรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไม่ได้อยู่ในความครอบครองของผู้เอาประกันภัย ไม่มีผลผูกพันที่โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 เพื่อนำทรายไปส่งในบริเวณซึ่งกำลังก่อสร้างทางและจอดรถสนิทแล้วโดยเปิดสัญญาณไฟกระพริบไว้ เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของสิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ฝ่ายเดียวที่ขับรถยนต์ด้วยเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถได้ทัน เป็นเหตุให้ชนรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม หากศาลฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนผิดอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ในวงเงิน 250,000 บาท และรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายไม่เกินจำนวนดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า นายสมชาย เสถียรวงศ์พิพัฒน์ มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ที่จะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ได้ และความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่อ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง โจทก์ยังมิได้ซ่อมแซมรถยนต์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย จึงยังไม่ได้รับช่วงสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหาย 250,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมชาย เสถียรวงศ์พิพัฒน์ ซึ่งขณะเกิดเหตุสิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ขับไปชนกับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 6038 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ และโจทก์ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเรียบร้อยแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคัรเกิดเหตุไไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์และต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า ในการให้การต่อสู้คดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 คงให้การต่อสู้โต้เถียงข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องอื่น โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนและมิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบในข้อนี้อีก แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว คดีย่อมไม่มีประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบและข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์. (ชัชลิต ละเอียด-สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267597
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022328"
    }
}
date
2549
deka_no
5264/2549
deka_running_no
5264
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชัชลิต ละเอียด",
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 59",
            "ม. 142",
            "ม. 176",
            "ม. 177"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชำนาญ กลิ่นโสภณ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบีน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมชาย เสถียร วงศ์พิพัฒน์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เวลาประมาณ 23.45 นาฬิกา ขณะที่สิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามทางลงของทางด่วนสายรามอินทรา - เอกมัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 6038 ฉะเชิงเทรา ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 สวนทางขึ้นไปบนทางลงของทางด่วนดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันเรียบร้อยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 612,809 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้แนบสำเนากรมธรรม์มาพร้อมคำฟ้องทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ขณะเกิดเหตุรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไม่ได้อยู่ในความครอบครองของผู้เอาประกันภัย ไม่มีผลผูกพันที่โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 เพื่อนำทรายไปส่งในบริเวณซึ่งกำลังก่อสร้างทางและจอดรถสนิทแล้วโดยเปิดสัญญาณไฟกระพริบไว้ เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของสิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ฝ่ายเดียวที่ขับรถยนต์ด้วยเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถได้ทัน เป็นเหตุให้ชนรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม หากศาลฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนผิดอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ในวงเงิน 250,000 บาท และรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายไม่เกินจำนวนดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า นายสมชาย เสถียรวงศ์พิพัฒน์ มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ที่จะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ได้ และความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่อ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง โจทก์ยังมิได้ซ่อมแซมรถยนต์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย จึงยังไม่ได้รับช่วงสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหาย 250,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 3 ษ - 1155 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมชาย เสถียรวงศ์พิพัฒน์ ซึ่งขณะเกิดเหตุสิบตำรวจเอกเสน่ห์ มุกขุนทด ขับไปชนกับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 6038 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ และโจทก์ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเรียบร้อยแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคัรเกิดเหตุไไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์และต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า ในการให้การต่อสู้คดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 คงให้การต่อสู้โต้เถียงข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องอื่น โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนและมิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบในข้อนี้อีก แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว คดีย่อมไม่มีประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบและข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000733.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549